posttoday
คนไทยคิดคำนวณรอบคอบแล้ว

คนไทยคิดคำนวณรอบคอบแล้ว

03 ธันวาคม 2558

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

ในขณะที่คนไทยทุกหมู่เหล่ากำลังเตรียมตัวเฉลิมฉลองวันแห่งความสุข 5 ธ.ค. 2558 เกล็น เดวีส์ ทูตอเมริกันยังมาทำให้คนไทยหงุดหงิดใจขึ้นจนได้ แทนที่จะทำหน้าที่ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ ส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนสองประเทศ แต่มาอยู่เมืองไทยยังไม่ถึงเดือน คุณเล่นแรงซะแล้ว เหมือนกับจะเลียนแบบทูตคนก่อน คริสตี เคนนีย์

จังหวะเวลาที่เดวีส์ได้รับเชิญไปพูดที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา ก็ใกล้กับวันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งควรจะพูดในสิ่งที่ดีงาม แต่เขาตั้งใจหยิบประเด็นที่อ่อนไหวมาเล่น โดยกล่าวหาว่าการลงโทษผู้ต้องหาคดี ม.112 รุนแรงเกินเหตุ โดยพยายามโยงไปถึงประเด็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หากสังเกตให้ดีการทำงานของฝรั่งมีการสอดรับประสานกันเป็นจังหวะ ตั้งแต่องค์กรสิทธิมนุษยชน และองค์กรผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ เปิดฉากกล่าวหาประเทศไทยมาก่อน สัปดาห์ต่อมา เจมส์ คารูโซ ผู้อำนวยการกิจการเอเชียตะวันออก กระทรวงต่างประเทศสหรัฐที่วอชิงตัน ก็ออกมาวิจารณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย-สหรัฐ ว่าอยู่ในสภาพที่น่าท้อแท้ ผิดหวัง อ้างว่าประชาชนไทยไม่มีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นต่อการร่างรัฐธรรมนูญ สัปดาห์นี้ เอกอัครราชทูต เกล็น เดวีส์ ขย่มประเทศไทยด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ ม.112 กฎหมายอาญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจาบจ้วง ดูถูก ดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ไทย องค์รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการในพระองค์

ไทยเป็นประเทศเล็ก ในการดำเนินความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับมหาอำนาจเช่นอเมริกา เราจำเป็นต้อง “คิดคำนวณ” อย่างรอบคอบถึงผลได้ผลเสียทั้งในปัจจุบันและอนาคต ประเด็นแรกต้องดูข้อความที่ท่านทูตพูดในรายละเอียดเสียก่อน ที่สื่อสิ่งพิมพ์หลายฉบับได้คัดลอกมาลงบ้างแล้ว เราอยากจะบอกท่านทูตว่า เรื่องราวหลายอย่างท่านได้ฟังมาเพียงครึ่งเดียว ส่วนอีกครึ่งท่านอาจไม่ทราบ หรือทราบแต่ท่านพูดแค่ครึ่งเดียว อีกครึ่งไม่ได้พูด เช่น ผู้ต้องหาคดี ม.112 แต่ละคนนั้นเจ้าหน้าที่มีหลักฐานการกระทำผิดอย่างชัดเจน ซ้ำซาก รุนแรง การลงโทษนั้นก็เป็นมาตรฐานสากลแม้กฎหมายจะกำหนดโทษไว้รุนแรงกว่านั้นก็ตาม ส่วนใหญ่เจอกระทงละ 3 ปีเท่านั้น ที่ท่านทูตมองว่าผู้ต้องหาบางคนโดนหนักถึง 10 ปีบ้าง 20-30 ปีบ้าง เพราะเจอเข้าไปหลายกระทง

ที่ท่านทูตอ้างทำนองว่า ในช่วง คสช.ยึดอำนาจ มีการใช้ ม.112 กลั่นแกล้งจับกุมคุมขังคนมาก ก่อนหน้านั้นไม่เห็นมีแบบนี้เลย ท่านทูตยังได้ข้อมูลไม่ครบ การจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสูงสุดมีมากตั้งแต่หลังการยึดอำนาจปี 2549 ที่กลุ่มสูญเสียอำนาจพยายามใส่ร้ายป้ายสี ปลุกปั่นมวลชนและใช้มวลชนเป็นคนล้มสถาบันตามแผนที่มีการวางไว้ก่อน โดยนำเหตุผลทางการเมืองมาขยายผล ท่านทูตอ้างว่าในช่วงก่อน คสช. การจับกุมคดี ม.112 มีน้อย แต่กลับมีเพิ่มมากขึ้นสมัย คสช.นั้น ความจริงก็คือ ช่วงก่อนรัฐบาล คสช. มีการจาบจ้วงล่วงละเมิดสูงสุด สถิติจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานว่า ก่อนรัฐบาล
ยิ่งลักษณ์มียูอาร์แอลจาบจ้วงจำนวนร้อยต้นๆ เท่านั้น แต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 หมื่นยูอาร์แอล เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว แต่ไม่มีการจับกุม หรือจับกุมน้อยรายมาก แต่พอถึงสมัย คสช. ทหารเอาจริงเอาจัง จับกุมผู้กระทำความผิดได้หลายรายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย คนที่เหลือต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ บางคนได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติให้ที่หลบซ่อนหนีตัวด้วยซ้ำ

ท่านทูตน่าจะทราบว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับว่าเป็นสิ่งที่ละเมิดมิได้ ด้วยเหตุผลความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ และเป็นสถาบันที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ ท่านทูตคงยังไม่เข้าใจถึงความผูกพันในเรื่องนี้ จึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะทำได้เช่นในอเมริกา แม้แต่ในประเทศของท่านเอง ประธานาธิบดีซึ่งเป็นประมุขของประเทศเพียงถูกคนอเมริกาพูดจาดูถูกดูหมิ่นยังโดนติดคุกเหมือนกัน หรือท่านว่าไม่จริงสิ่งที่ท่านทำให้หลายคนอดคิดไปไกลไม่ได้ว่า ท่านพยายามทำลายความผูกพันทางใจระหว่างสถาบันกษัตริย์ของไทยและคนไทย เมื่อใดที่ความผูกพันนี้ถูกกัดเซาะให้ผุพัง ก็เป็นการง่ายสำหรับท่านและลูกสมุนของท่านในไทยที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอันดีงามของไทยตามที่ท่านคาดหวังไว้ เพราะมีสถาบันเดียวเท่านั้นในประเทศที่ท่านไปชี้นิ้วสั่งการไม่ได้ สถาบันเดียวเท่านั้นที่นักการเมืองของไทยไม่อาจมีอำนาจเหนือ 

ปรัชญาตะวันตกกับปรัชญาตะวันออกแตกต่างกันในเรื่องความลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่เรื่องของการปกครอง การบริหารเท่านั้น แม้แต่วิธีคิดก็ต่างกัน ไมเคิล ยอน ผู้สื่อข่าวอเมริกันที่อยู่ในไทยมานานเห็นว่า บางเรื่องราวที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ท่านทูตอเมริกันไม่จำเป็นต้องพูดในที่สาธารณะเลย แต่อาจหยิบยกเป็นประเด็นคุยกันเงียบๆ กับผู้นำของไทยได้ จะเรียกว่า “การทูตแบบเงียบ” ก็ได้ ซึ่งอเมริกาก็เคยทำได้ผลมาแล้วหลายครั้งในหลายประเทศ ยิ่งประเด็นที่ละเอียดอ่อนกระทบความรู้สึกของคนไทยเช่นนี้ ท่านทูตกลับไม่นึกถึง หรือท่านคิดคำนวณตามแบบของท่านแล้วว่า หากพูดในที่สาธาณะ เช่น เอฟซีซีที จะได้ประโยชน์มากกว่าก็ได้ แต่เหตุการณ์กลับตรงกันข้าม ท่านทูตสุมฟืนใส่คนไทยทั้งประเทศจนมีการประท้วงกันที่หน้าสถานทูตอเมริกัน ที่คนไทยไม่เหลืออดจริงๆ จะไม่ทำเช่นนั้น แต่คนไทยก็มีมารยาทพอที่จะไม่กระทำการรุนแรงขว้างปาสิ่งของหรือเผาสถานทูตเหมือนบางประเทศ ป่านนี้ท่านทูตคงทราบดีแล้วว่า คนไทยทั่วประเทศมีปฏิกิริยาต่อการกระทำของท่านมากน้อยเพียงใด ทั้งสื่อดิจิทัล สื่อออนไลน์ สื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ ต่างมีข่าวและบทความต่อต้าน โจมตี วิพากษ์วิจารณ์คำพูดของท่านรุนแรงกว้างขวาง เป็น “ปฏิกิริยาตอบโต้” ในสิ่งที่ท่านทูตพูดไม่ดีกับเมืองไทยไว้ก่อน

นี่เป็นบทเรียนแรกที่ท่านได้เรียนรู้ในสังคมไทยที่แตกต่างจากเกาหลีเหนือ ลองเรียนรู้อีกนิดเกี่ยวกับปรัชญาตะวันออกผ่านคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าด้วย “มรรค 8 วาจาชอบ”สิ่งที่พูดมีประโยชน์หรือเปล่า หรือประโยชน์ของคุณฝ่ายเดียว แต่กลับเจอแรงต้านมหาศาลที่อีกฝ่ายที่เขามองว่าไม่มีประโยชน์ คุณไม่มีเจตนากล่าวด้วยเมตตาจิต แต่ต้องการผลกระทบทางการเมือง แม้บางอย่างที่เป็นประโยชน์ แต่การพูดผิดสถานที่ ผิดเวลา ผิดกาลเทศะ แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับเป็นโทษเหมือนกัน การพูดกล่าวต่อกันต้องมีความเมตตาเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่มีเจตนาร้ายซ่อนเร้น คำกล่าวนั้นต้องเป็นความจริง หากยังรู้ไม่จริงอย่าเพิ่งกล่าว หากสงสัยอะไรลองไปถามไมเคิล ยอน หรือ โทนี่ คาร์ตาลุซซี่ ดูได้ 

นี่เป็นบทเรียนขั้นแรกของท่านทูตเกล็น เดวีส์ หากท่านไม่ยอมเรียนรู้และแก้ไข ไม่ทราบว่าอีกสองสามปีที่ท่านต้องประจำอยู่ในเมืองไทย ท่านจะเจออะไรเข้าอีก ด้วยความหวังดี เราไม่อยากให้ท่านล้มเหลวในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทยเหมือนกับ คริสตี เคนนีย์ เคยทำมาก่อน วันนี้ผมมอบมรรค 8 ให้ท่านไปศึกษาเพิ่มเติม และหวังว่าต่อไปพฤติกรรมท่านคงจะดีขึ้น

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ