
องค์กรตระกูล ส. คืออะไร
โดย...ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
โดย...ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช
เนื่องจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีการกล่าวถึงองค์กรตระกูล ส. ในมุมออกไปทางด้านลบในพื้นที่สื่อมวลชนมากมาย ผมจึงขอเสนอมุมมองของผมบ้าง ซึ่งอาจมีอคติไปอีกแบบในลักษณะฉันทาคติ ท่านผู้อ่านพึงอ่านโดยใช้วิจารณญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใช้กาลามสูตรผมมองว่าองค์กรตระกูล ส. คือนวัตกรรม (Innovation) ด้านการจัดการองค์กรของสังคมไทยเพื่อทำหน้าที่ริเริ่มสร้างสรรค์ หรือทำหน้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคมนำเอาวิธีการทำงานใหม่ๆ มาใช้ที่เรียกว่านวัตกรรม
หากประเทศไทยจะออกจากกับดักรายได้ปานกลางเข้าสู่ประเทศรายได้สูง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น และสังคมมีความเป็นธรรมมากขึ้น หน่วยราชการจะทำงานแบบเดิมๆ ตามที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ได้ ต้องหันไปทำงานแบบคล่องตัว ทำงานแบบสร้างสรรค์แต่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นแนวทางการทำงานขององค์กรตระกูล ส.
องค์กรตระกูล ส. คือ Change Agent ของสังคมไทย เปลี่ยนวิธีทำงานและวิธีบริหารงานสาธารณะ ให้มีการสร้างนวัตกรรมในการจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างทรงประสิทธิภาพและประสิทธิผลจากวิธีทำงานแบบใหม่ๆ ที่ราชการทำได้ยากหรือทำไม่ได้
โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนแบบ Disruptive (ทำลายล้าง) คือสิ่งที่ล้าหลังจะถูกทอดทิ้งและถูกการแข่งขันทำลายไป ประเทศที่ล้าหลังก็จะถูก “ทำลาย” โดยผู้ที่เป็นต้นเหตุคือคนในประเทศนั่นเองที่ยอมให้ระบบการบริหารประเทศล้าหลัง
เราจึงควรช่วยกันส่งเสียงกู่ก้องเรียกร้องให้ประเทศมีการบริหารกิจการสาธารณะแบบใหม่ เพราะแบบเดิมที่เรียกว่าระบบราชการแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นระบบที่ล้าหลัง เป็นระบบแห่งอดีต ไม่ใช่ระบบแห่งอนาคต
ส่วนระบบแห่งอนาคตนั้น ได้ก่อตัวในประเทศไทยมากว่า 20 ปี ในรูปของหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นหน่วยราชการ จัดได้ว่า เป็นนวัตกรรมเชิงสถาบัน เช่น สวทช. สกว. สวรส. มทส. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี), มวล. (มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์) หน่วยงานแบบเดียวกันนี้รุ่นหลัง ได้แก่ มหาวิทยาลัยพะเยา สปสช. สสส. และต่อมาเกิดองค์การมหาชน
รวมทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนหนึ่งออกจากระบบราชการมาเป็นหน่วยงานประเภทนี้ เริ่มจาก มจธ. (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) แล้วต่อมาในปลายปี 2550 ต่อต้นปี 2551 ก็มีมหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นหน่วยราชการ 5 แห่ง ออกไปเป็นองค์กรตระกูล ส. เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น และในช่วงรัฐบาล คสช. ก็มีขบวนการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยของรัฐจำนวนหนึ่ง ออกไปเป็นหน่วยงานตระกูล ส. คือเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นหน่วยราชการ เช่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น
จะเห็นว่าองค์กรตระกูล ส. มีการพัฒนามาเป็นลำดับ แต่ในช่วงประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา กลับถูกระบบราชการเข้าครอบงำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบตรวจสอบ โดยวิธีการตรวจสอบที่เน้นขั้นตอนมากกว่าเน้นผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ราชการ
ภายใต้วิญญาณราชการแบบอำนาจสั่งการแนวดิ่ง องค์กรตระกูล ส. ที่มีพระราชบัญญัติของตนเอง ค่อยๆ ถูกกลืนกลับเข้าสู่ระบบราชการ ทำงานตามกฎระเบียบเพื่อป้องกันตนเองยิ่งขึ้น ยิ่งเมื่อเกิดกรณี สปสช.และ สสส. ก็จะยิ่งมีผลให้องค์กรตระกูล ส. ยิ่งต้องระมัดระวังการทำงาน งดเว้นการทำงานแบบสร้างสรรค์ หันไปทำงานตามรูปแบบตายตัวมากขึ้น
ผู้แพ้ในเกมการเปลี่ยนแปลงของโลก จากการครอบงำองค์กรตระกูล ส. คือประเทศไทย และ “ผู้ทำลาย” คือพวกเรากันเอง ที่ยึดกระบวนทัศน์ Top-down, Command & Control แบบราชการ
หากรัฐบาลนี้กำจัดองค์กรตระกูล ส. ผู้แพ้คือประเทศไทย
หากจะให้ประเทศไทยเป็นผู้ชนะในเกม Disruptive Change ของโลก เราต้องปฏิรูปราชการ ไม่ใช่ให้ราชการทำลายองค์กรตระกูล ส.







