
วันเอดส์โลก ยุติเอดส์ หรือยุติงานเอดส์?
ไทยเป็นประเทศที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อเอชไอวี
โดย...พร้อมบุญ พานิชภักดิ์ มูลนิธิรักษ์ไทย
ไทยเป็นประเทศที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อลดการแพร่เชื้อเอชไอวี ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ ปัจจุบันผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี และเข้าถึงยาต้านไวรัส มีถึง 271,659 คน ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณปีละ 8,000 คน และผู้ป่วยเอดส์ที่เสียชีวิตปีละ 2 หมื่นคน
รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าหมายจะยุติเอดส์ในประเทศไทยภายใน 15 ปีข้างหน้า หรือในปี 2573 ซึ่งตรงกับเป้าหมายของสหประชาชาติด้านเอดส์ UNAIDS ที่มีแผนเร่งด่วน
งบประมาณในการทำงานด้านเอชไอวี ในปี 2556 มีถึง 8,827 ล้านบาท เป็นงบประมาณในการรักษา 5,955 ล้านบาท และในการป้องกัน 1,506 ล้านบาท หรือร้อยละ 17 ในงบป้องกัน นอกจากจะมีงบประมาณป้องกันทั่วไป ยังมีงบประมาณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงยาก
แต่มีอัตราของผู้ที่มีเชื้อเอชไอวีในอัตราสูง อันได้แก่ ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด พนักงานบริการหญิงและชาย และชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย ซึ่งในภาษาคนทำงานเรื่องว่า Key Affected Population (KAP) หรือประชากรที่ได้รับผลกระทบสูง
ในประชากรที่ได้รับผลกระทบสูง 3 กลุ่มประชากร งบประมาณป้องกันเอชไอวีในปี 2556 ประมาณไว้ว่าอยู่ในระดับ 167 ล้านบาท/ปี หรือประมาณร้อยละ 11 ของงบป้องกันของประเทศ หรือประมาณร้อยละ 2 ของงบด้านเอชไอวี/เอดส์ของทั้งประเทศ
นอกจากนั้นแล้ว งบประมาณในการเข้าถึงประชากรที่เข้าถึงยาก 3-4 ประชากรนั้น เป็นเงินที่มาจากงบต่างประเทศแหล่งเดียว คือ กองทุนโลกต่อต้านเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ถึง 78% และจากแหล่งเงินต่างประเทศอื่นๆ อีก 8%
สาเหตุที่เงินการป้องกันเอชไอวีในกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบสูง KAP มาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมากนั้น มีความเป็นมายาวนานของการทำงานโดยกองทุนโลก ในการสนับสนุนประเทศไทย ในงานป้องกันเอชไอวีร่วม 10 กว่าปี โดยงบประมาณส่วนใหญ่ที่มาจากกองทุนโลก มาสนับสนุนภาคประชาสังคม หรือ NGOs ในการเข้าถึงประชากรของรัฐ
อย่างไรก็ดี เป็นที่ยอมรับทุกฝ่ายว่าระบบบริการสุขภาพของรัฐ ทั้งในโรงพยาบาลและในชุมชน โดยผ่าน อสม.นั้น ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มประชากรที่เข้าถึงยาก คือ ผู้ใช้ยาเสพติดชนิดฉีด พนักงานบริการหญิง/ชาย ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย (กลุ่มเฉพาะที่เป็นนักเที่ยว) แรงงานข้ามชาติในอาชีพประมงและประมงต่อเนื่อง
ดังนั้น ในปี 2558-2559 กองทุนโลกได้ตั้งงบประมาณผ่านมาที่ไทยเพื่อทำการป้องกันเอชไอวีและวัณโรค ในกลุ่มประชากรเหล่านี้ ประมาณปีละ 300 ล้านบาท โดยการดำเนินงานของเอ็นจีโอ 18 องค์กร ขณะที่หน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการในการตรวจหาเอชไอวีและวัณโรค
โดยมีหลักการยิ่งรักษาเร็วจะลดโอกาสในการที่จะแพร่เชื้อให้คนอื่น ในทั้งเอชไอวีและวัณโรค (เอชไอวี เมื่อรักษาเร็ว จำนวนไวรัสในร่างกายจะลดน้อยลง จนลดโอกาสในการแพร่เชื้อต่อ แม้ว่าในร่างกายจะยังมี
ไวรัสเอชไอวีอยู่ระดับหนึ่ง ส่วนวัณโรคถ้ารักษาถูกต้องจะรักษาหายได้ และไม่แพร่ต่อ)
ประเด็นที่สำคัญคือ ณ วันนี้ กองทุนโลกมีแผนจะยุติการช่วยเหลือไทย เนื่องจากไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง หรือ Higher Middle Income Countries ดังนั้นตามแผนกองทุนโลกถ้าสิ้นปี 2559 จะไม่มีโครงการต่อเนื่องจากกองทุนโลก
คำถามจึงมีว่า แล้วงานที่องค์กรภาคประชาชนทำอยู่ทุกวันนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายประมาณ 1.3 แสนคน/ปี ด้วยการให้คำแนะนำเพื่อนสู่เพื่อน การแจกอุปกรณ์ การแนะนำเรื่องการตรวจรักษาเร็ว การช่วยเหลือด้านสุขภาพ รวมทั้งการรักษาที่ต่อเนื่องนั้น งานเหล่านี้จะยังทำต่ออีกหรือไม่
ถ้าจะทำต่องบประมาณจะมาจากไหน?
รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามทำแผนจะดึงงบประมาณเพิ่มเติมในการทำงานเอชไอวี โดยภาคประชาสังคมมาทดแทนงบประมาณจากต่างประเทศ แต่พบว่า 300 ล้านบาท/ปี เหมือนเรื่องเล็ก แต่จริงๆ แล้วทำได้ยาก
กลไกงบประมาณของประเทศไม่เอื้อให้มีการจ้างเหมางานโดยภาคประชาสังคม อย่างที่ทำกับภาคธุรกิจ การตั้งงบประมาณเพิ่มในกระทรวงก็ทำได้ยาก เพราะติดเพดานงบประมาณที่ไม่สามารถตั้งงบประมาณเพิ่ม นอกเหนือจากที่เพิ่มตามปกติ
ภาคประชาสังคมจึงมีคำถามว่า ยุติโรคเอดส์จากไทย หรือยุติการทำงานของภาคประชาสังคมในการลงชุมชนประชากรที่เข้าถึงยาก อันไหนจะเกิดขึ้นก่อนกัน แต่ ณ วันนี้ หากไม่มีทางออก งานภาคประชาสังคมเหล่านี้ยุติแน่นอนในปี 2560
ภาคเอกชนจะเป็นคำตอบไหม?
องค์กรพัฒนาเอกชนเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลประโยชน์ที่เป็นกำไรให้กับผู้ดำเนินการ หรือกรรมการ ดังนั้นการทำงานขององค์กรภาคประชาสังคมต้องโยงไปถึงการสรรหาเงินทุนในการดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ และที่ปรากฏอยู่ทั่วไปคือการรับบริจาคจากสาธารณะและภาคเอกชน สอดคล้องกับนโนยบาย CSR ของภาคเอกชนที่แสดงการทำงานพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางต่างๆ ในสังคม
หลายครั้งที่ภาคเอกชนมองว่าการทำงานพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องทำงานกับมืออาชีพในการพัฒนา นั่นคือ ภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเอชไอวี 18 องค์กร จึงได้ช่วยกันคิดว่าทางออกในการทำงานเอชไอวีให้ไปสู่การยุติจริงๆ นั้น น่าจะต้องชวนภาคธุรกิจเข้ามาเป็นภาคีหลักควบคู่กับภาครัฐ และเครือข่ายภาคประชาสังคม
มิติใหม่ตรงนี้คือการทำงานเป็นภาคี ที่เป็นเครือข่ายที่แต่ละภาคส่วนนำจุดแข็งของภาคส่วนนั้นเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ การดำเนินการนี้นอกจากภาคประชาสังคมต้องทำงานเป็นเครือข่ายที่มีการควบคุมคุณภาพงาน ความโปร่งใส และการทำงานที่วัดผลได้จริงแล้ว ยังเป็นที่คาดหวังว่าภาคเอกชนจะมาร่วมในลักษณะที่เป็นกลุ่มเครือข่ายเช่นเดียวกัน มิใช่ต่างคนต่างทำในรูปแบบปกติทั่วไป
ในส่วนของนโยบายภาครัฐที่ภาครัฐไม่สามารถทำส่วนใดส่วนหนึ่งได้เองตามลำพัง ภาคประชาสังคมจึงตั้งโจทย์ว่า...ทำไมรัฐไม่ให้ภาคประชาสังคมที่มีความถนัดในงานนั้นทำโดยภาครัฐสนับสนุนงบ ซึ่งน่าจะช่วยปลดล็อกหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ซึ่งต้องหาแนวทางแก้ปัญหาแบบใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แต่ภาครัฐทำโดยลำพัง







