posttoday
อัดเงินลงทุนออกฤทธิ์ ดันเศรษฐกิจขยับ

อัดเงินลงทุนออกฤทธิ์ ดันเศรษฐกิจขยับ

27 พฤศจิกายน 2558

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

การอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการเร่งการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้เศรษฐกิจไทยที่เคยอยู่ภาวะทรงกับทรุดตั้งแต่ปีก่อน มีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนและนักลงทุนมากขึ้น

ถึงขนาด บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย ที่เก็บตัวเงียบ ไม่ให้ความเห็นเรื่องเศรษฐกิจมาหลายรัฐบาล ยังออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว จากการที่ภาครัฐมีการลงทุนชัดเจน ทำให้มีเงินเข้ามาหมุนเศรษฐกิจไทยต่อเนื่อง

ด้านกระทรวงการคลังยิ่งมั่นใจไปกว่านั้น โดยมองว่า เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดมาตั้งแต่ปี 2557 ที่ขยายตัวได้ 0.9% และตั้งแต่ต้นปี 2558 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจอยู่ในช่วงฟื้นตัว

ยิ่งดูตัวเลขเศรษฐกิจที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมาล่าสุดว่า เศรษฐกิจทั้งปีจะขยายตัวได้ 2.9% มากกว่าที่กระทรวงการคลังประมาณการว่า จะขยายตัวได้ 2.8% ทำให้กระทรวงการคลังเริ่มมั่นใจว่า เศรษฐกิจทั้งปีมีโอกาสที่จะโตทะลุ 3% ตามที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศไว้ก่อนหน้านี้

จากตัวเลขที่กระทรวงการคลังรายงานล่าสุด พบว่า สัญญาณทางเศรษฐกิจที่เคยอยู่ในอาการป่วย เริ่มกลับมาฟื้นแข็งแรงมากขึ้น ที่เห็นได้ชัดคือ ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเดือน ต.ค. 2558 อยู่ที่  62.2 เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน จากความเชื่อมั่นมาตรการกระตุ้นที่ออกมาต่อเนื่อง

ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นยังสะท้อนจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศเดือน ต.ค. 2558 ที่ขยายตัว 4.8% แม้ว่าการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มรวมจะติดลบ แต่สาเหตุมาจากการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าหดตัวติดลบ

นอกจากนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นทางอุตสาหกรรมเดือน ต.ค. 2558 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน มาอยู่ที่ระดับ 84.7 จากการที่ยอดคำสั่งซื้อโดยรวมมีทิศทางดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากในช่วงท้ายปีผู้ประกอบการต่างจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง สอดคล้องกับการขยายตัวเศรษฐกิจรายไตรมาสที่ สศช.แถลงออกมาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกขยายตัวได้ 3% แต่ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 2.6% ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าเศรษฐกิจจะฟุบลงอีกครั้ง แต่พอไตรมาส 3 เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวได้ 2.9% ส่งผลให้เฉลี่ย 9 เดือน เศรษฐกิจขยายตัวได้ 2.9%

จากตัวเลขดังกล่าว รัฐบาลและกระทรวงการคลังจึงเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ของปีนี้จะขยายตัวได้เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมา โดยเฉพาะมาตรการการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน

กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ออกมาระบุว่า ไตรมาส 4 ของปีนี้จะมีเม็ดเงินลงทุนต่างๆ เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ทั้งจากเงินลงทุนของงบประมาณปี 2559 ที่มีอยู่สูงถึง 5.4 แสนล้านบาท หากมีการเบิกจ่ายได้ 20-25% ของเงินลงทุนก็จะมีเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถึง 1-1.5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีเงินลงทุนจากมาตรการตำบลละ 5 ล้านบาท เงินจากการลงทุนขนาดเล็ก 1.6 หมื่นล้านบาท และโครงการลงทุนขนาดเล็กเพิ่มเติมในส่วนของสำนักงบประมาณให้กับหน่วยงานที่เคยขอแต่ยังไม่ได้เงินอีก 2.4 หมื่นล้านบาท มีการอนุมัติแล้ว 2.3 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดจะต้องเบิกจ่ายภายในเดือน ธ.ค.นี้ ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายขยายตัวทางเศรษฐกิจได้มากกว่าทุกไตรมาสที่ผ่านของปีนี้

ขณะเดียวกัน ยังมีมาตรการเร่งการลงทุนภาคเอกชนที่มีการลงทุนในเครื่องจักรภายในปีนี้ ให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า จะเป็นเม็ดเงินอีกส่วนที่เติมเข้ามาช่วยเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ให้ขยายตัวอีกแรงหนึ่ง ซึ่งในส่วนนี้ สศค.ไม่เคยประเมินไว้ในการขยายตัวเศรษฐกิจก่อนหน้านี้ หากเอกชนมาลงทุนตามมาตรการนี้จำนวนมาก ยิ่งทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้มากกว่า 3% มากขึ้น

จากภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดว่า การเร่งลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้เศรษฐกิจเริ่มขยับและกำลังจะกลับมาขยายตัวได้ดีอีกครั้ง โดย สศค.มองว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวตั้งแต่ปีนี้ จะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยปีหน้าขยายตัวได้สูง 3.8% ตามที่ สศค.คาดไว้

ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็มองทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าสดใส เพราะมีการขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะใช้เงินจากงบประมาณการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (พีพีพี) และกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) ที่จะจัด
ตั้งขึ้น

รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐ ประเมินว่า จากนี้ถึงสิ้นปี 2558 ภาครัฐจะทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนได้อีก 6 โครงการ เป็นเงินลงทุน 1.8 แสนล้านบาท และในปีหน้ามีอีก 20 โครงการ คิดเป็นเงินลงทุน 1.6 ล้านล้านบาท ทำให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจต่อเนื่องทั้งในปี 2559 ได้ 1.3-1.4 แสนล้านบาท ปี 2560 อีก 3 แสนล้านบาท และปี 2561 อยู่ที่ 4 แสนล้านบาท ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนให้มีการลงทุนเพิ่มตาม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการมากที่สุด เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องใช้พึ่งการลงทุนภาคเอกชน

มาถึงจุดนี้ จากมาตรการที่ภาครัฐออกมาอย่างต่อเนื่อง ปฏิเสธไม่ได้ว่าได้เรียกความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุนแล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มขยับเดินหน้า

ส่วนจะมีความต่อเนื่องได้แค่ไหนนั้น ขึ้นอยู่กับการบริหารโครงการลงทุนของรัฐบาลว่าจะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องรับมือกับปัจจัยผลกระทบด้านอื่นๆ โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มมีความผันผวนมากขึ้น ตั้งแต่ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จากปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะนำไปสู่สงครามย่อยๆ ของโลก จนนักลงทุนเริ่มผวา แม้แต่ตลาดหุ้นไทยยังกังวลการซื้อขายเริ่มปรับตัวลดลงต่อเนื่องและตกลงลึกขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลก กระทบกับการส่งออกของไทยที่คาดว่าปีหน้าจะขยายตัวกลับมาเป็นบวก อาจจะไปไม่ถึงเป้าอีกครั้ง เพราะลำพังเจอปัญหาของเศรษฐกิจประเทศจีนขยายตัวได้ลดลง การส่งออกของไทยก็แย่แล้ว

ขณะเดียวกัน ยังมีผลกระทบจากธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ที่คาดว่าไม่ปลายปีนี้ก็ต้นปีหน้า ก็จะทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากประเทศ รวมไปถึงปัญหาราคาน้ำมันผันผวนจากความไม่สงบของโลก ล้วนกระทบเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลโดยตรงมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งออกที่มีสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจ 60-70% ของจีดีพี หากมีปัญหาติดลบเหมือนปีนี้ การลงทุนรัฐและเอกชนที่พยายามเร่งเข็นมาแทนที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้สูง จะกลายเป็นเพียงเม็ดเงินช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดต่ำลงมากเหมือนปีนี้เท่านั้น

ดังนั้น การถมเงินทุนจำนวนมากกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตอนนี้กำลังออกฤทธิ์ได้ผล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและแข็งแรงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ได้การันตีได้ว่า เศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าจะได้ตามเป้า เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกจากความขัดแย้งรุนแรงรอบใหม่จ่อคอหอยเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยจนต้องติดตามแก้ปัญหารับมือได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้กระทบกับเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน