posttoday
วินาศกรรมป่วนโลก ไม่สะเทือนดอกเบี้ย

วินาศกรรมป่วนโลก ไม่สะเทือนดอกเบี้ย

23 พฤศจิกายน 2558

อาฟเตอร์ช็อกจากเหตุก่อการร้ายกลางกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ยังไม่จบ แต่ยังมีผลกระทบต่อเนื่องตามมาอีกหลายระลอก

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

อาฟเตอร์ช็อกจากเหตุก่อการร้ายกลางกรุงปารีส ของฝรั่งเศส ยังไม่จบ แต่ยังมีผลกระทบต่อเนื่องตามมาอีกหลายระลอก ตั้งแต่การที่ประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และประเทศพันธมิตรที่เป็นเป้าหมายการก่อการร้ายไล่ล่ากลุ่มไอเอส ผู้ประกาศตัวเป็นผู้ก่อเหตุร้ายป่วนโลก

ธุรกิจสายการบินโดนก่อกวนขู่วางระเบิดหลายประเทศในสหภาพยุโรปแทบจะปิดประเทศเพื่อความปลอดภัย เพราะถูกผู้ก่อการร้ายขู่จะเกิดเหตุการณ์รุนแรงอีก ทำให้ต้องยกระดับรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด และแน่นอนว่าธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็นรายได้หลักช่วยให้กลุ่มอียูพ้นสภาพเศรษฐกิจถดถอยก็ชะลอตัวลง รวมทั้งการค้าขายทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วย

แม้จะมีการประเมินว่าผลจากเหตุการณ์ในฝรั่งเศสจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในระยะสั้น แต่ก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่

สุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์การก่อร้ายในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจของยุโรปให้ซบเซามากขึ้น ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจเป็นการซ้ำเติมให้เศรษฐกิจยุโรปและโลกมีปัญหา มากกว่าเดิม

ดังนั้น ในการประชุมเฟดครั้งต่อไปในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ มีโอกาสว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจยุโรปจากนั้นค่อยไปพิจารณาปรับดอกเบี้ยขึ้นในปีหน้าแทน

ทั้งนี้ เหตุความไม่สงบในปารีสอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ทิศทางดอกเบี้ยในตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะสหรัฐที่ก่อนหน้านี้คาดว่าจะปรับขึ้นต้องทอดเวลาออกไปอีก เพราะหากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป เศรษฐกิจโลกส่วนอื่นๆ อย่างยุโรปอาจปรับตัวตามไม่ทัน เกิดปัญหาความไม่สมดุลในภาคส่วนต่างๆ ของโลกตามมาเพิ่มได้ อาทิ เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนส่งผลต่อการค้าและค่าเงินโลกผันผวนมากขึ้น เป็นต้น

แต่นายแบงก์อย่าง ธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า เหตุก่อการร้ายในปารีสไม่น่าจะประเด็นกับภาวะเศรษฐกิจโลก จนทำให้ทิศทางดอกเบี้ยของเฟดเปลี่ยนได้

ธีรนันท์ เห็นว่า ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปีหน้าไม่น่าจะเปลี่ยนทิศไปจากที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอยู่แล้ว โดยคาดว่าแม้เฟดจะขยับดอกเบี้ยขึ้น แต่ดอกเบี้ยไทยไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงจากระดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ที่เห็นว่าทิศทางดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลง เพราะโจทย์ของเศรษฐกิจไทยไม่ได้ต้องการดอกเบี้ยมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่โจทย์เป็นเรื่องของสภาพคล่องทางธุรกิจที่หายไปมากกว่า ไม่ใช่มีปัญหาจากต้นทุนการเงินสูงที่ต้องใช้ดอกเบี้ยมาแก้” ธีรนันท์ กล่าว

ดังนั้น ธีรนันท์ มองว่านโยบายการคลังจะมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้ามากกว่านโยบายการเงิน

เช่นเดียวกับ ตรรก บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่มองว่าทิศทางดอกเบี้ยไทยน่าจะคงอยู่ระดับนี้อีกระยะ ก่อนจะทยอยปรับขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยเอง โดยคาดว่าในปีหน้าดอกเบี้ยไทยน่าจะปรับขึ้นสักครั้งจาก 1.5% ในปัจจุบันเป็น 1.75% ตามการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่เริ่มดีขึ้น จากปีนี้ที่น่าจะโตที่ 2.9% เป็น 3.2 -3.5% ในปีหน้า

ตรรก มองว่า จากแรงการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ ความต่อเนื่องของการเมืองที่จะหนุนให้นโยบายการลงทุนต่อเนื่อง ภาคการท่องเที่ยวที่ดีขึ้น ต้นทุนน้ำมันและดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับต่ำ รวมถึงเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพจากทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ขณะที่หนี้ในต่างประเทศต่ำ

อย่างไรก็ดี ทิศทางดอกเบี้ยไทยคงไม่ผูกกับทิศทางดอกเบี้ยของเฟดโดยตรง ไม่ใช่ว่าดอกเบี้ยเฟดขึ้นแล้วดอกเบี้ยไทยต้องขึ้นตาม แม้ดอกเบี้ยเฟดจะมีผลกับดอกเบี้ยไทยบ้างก็ตาม

“คาดว่า ธปท.ต้องประเมินจากหลายๆ ปัจจัย และที่สำคัญคงมองตามความเหมาะสมของนโยบาย คงไม่ใช่เฟดขึ้น ธปท.ต้องขึ้นตาม คงไม่ใช่ แต่ ธปท.อาจจะดูว่ากลไกส่งออกมันจะเดินตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ ถ้าเงื่อนไขส่งออกสู้ไม่ได้เพราะค่าเงินบาทแข็งเกินไป ก็อาจจะมีนโยบายดอกเบี้ยเข้ามาช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อช่วยส่งออกก็เป็นได้” ตรรก ระบุ

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงศรีอยุธยาประเมินทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ดอกเบี้ยค่อยๆ ขึ้นครั้งเดียว 1% จากปัจจุบัน 0-0.25% เป็น 1.25%

2.ปรับขึ้นครั้งเดียว 0.25% ในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อรอเศรษฐกิจโลก เพราะกลัวเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตามไม่ทัน และ 3.ค่อยๆ ทยอยปรับขึ้นครั้งละ 0.25%

อย่างไรก็ดี แม้ทางด้านตลาดเงินจะมองว่าเฟดจะไม่ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แต่ทางด้านตลาดทุน สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) มองว่า เฟดจะไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และยังมีในส่วนของธนาคารกลางยุโรปและจีน อาจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ทำให้ทิศทางเศรษฐกิจโลกจะปรับตัวดีขึ้นได้

ดังนั้น จึงมั่นใจตลาดหุ้นไทยในช่วงปลายปีจะปรับตัวดีขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศปรับตัวดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ซึ่งจะมีผลดีต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสแรก ดัชนีตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,450 จุด

และในปีหน้ายังคงต้องมีการติดตามปัจจัยที่สำคัญในเรื่องของความคืบหน้า การลงทุนโครงการของรัฐบาล ซึ่งจะต้องเป็นไปตามแผนเพื่อรักษาระดับการเติบโตของภาวะเศรษฐกิจไว้

ความต้องการเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่อยู่ในแผนงานของรัฐบาล ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดอกเบี้ยในประเทศไม่ลดลงและอาจจะมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามความต้องการสภาพคล่องของภาคธุรกิจอีกด้วย

จะเห็นได้ชัดเจนว่า นายแบงก์ต่างเทน้ำหนักไปในทางที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าจะคงดอกเบี้ยต่อไปก่อน เพราะกังวลต่อเศรษฐกิจโลก โดยมีปัจจัยการลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ถึงหลายฝ่ายจะประเมินว่าเหตุการณ์ก่อการร้ายป่วนโลกจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างจำกัด แถมธุรกิจท่องเที่ยวอาจจะได้รับประโยชน์หากนักท่องเที่ยวไม่ไปยุโรปก็อาจจะเดินทางมาประเทศที่ไม่เป็นเป้าหมายก่อวินาศกรรม ซึ่งไทยอาจจะได้อานิสงส์นี้บ้างเช่นกัน

แต่ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ก็ไม่ได้มองว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรือจะคงดอกเบี้ย หน้าที่ของ ธปท. คือเตรียมความพร้อมรับมือดูแลไม่ให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินไทย ตามบทบาทหน้าที่ของธนาคารกลางที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดด้วย เพราะเหตุดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกและพร้อมจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ฉะนั้น แม้จะมีความเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจโลกเข้ามากระทบนโยบายการเงินโลก แต่ภายในประเทศเองแผนการเร่งลงทุนของรัฐบาลมีน้ำหนักที่จะทำให้ดอกเบี้ยในประเทศนอกจากจะไม่ลดลงและจะปรับเป็นขาขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็เป็นทั้งข่าวดีและข่าวร้ายของคนมีหนี้

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว