เงินเฟ้อรุนแรง
เมื่อหวนคิดถึงอดีตในช่วงนั้น ประกอบกับได้เห็นบทความเรื่องค่าเงินหยวนและความยากจนข้นแค้นของชาวจีนในประเทศจีน
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
เมื่อหวนคิดถึงอดีตในช่วงนั้น ประกอบกับได้เห็นบทความเรื่องค่าเงินหยวนและความยากจนข้นแค้นของชาวจีนในประเทศจีน ก็เข้าใจความคิดของพี่ชายทั้งสอง อย่างน้อยการที่พี่ทั้งสองไม่อยากให้ผมแต่งงาน ก็เป็นแรงผลักดันให้ผมยิ่งต้องแสดงให้พี่ได้เห็นว่า แม้แต่งงานแล้วผมยังสามารถส่งเงินให้ทางบ้านที่เมืองจีนได้
จากบทความเรื่องค่าเงินหยวนที่ลดลงอย่างมาก ทำให้คิดถึงเรื่องที่เล่าขานกันบ่อยๆ ว่า สามารถเอาไข่ไก่แค่ไม่กี่ฟองไปจ่ายแทนเงินที่ติดค้าง เพื่อขอไถ่ถอนที่ดินคืนได้ ในช่วงนั้นต้องถือเงินเป็นฟ่อนๆ หรือเป็นตะกร้า เพื่อซื้ออาหารและของใช้จำเป็นได้จำนวนเล็กน้อยเท่านั้น
ในภาวะวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรง หรือวิกฤตที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหยุดชะงัก เงินตราไม่มีความหมาย แต่ผู้คนยังต้องกินต้องใช้ จากการพูดคุยกับลูกๆ ได้รับข้อมูลว่า ในโลกปัจจุบันแค่ 5-6 ปีที่ผ่านมา มีประเทศที่เงินเฟ้อรุนแรงมหาศาล เช่นเดียวกับจีนในอดีต คือ ประเทศซิมบับเว ประเทศที่ได้สมญานามว่า “เมืองแห่งเศรษฐีที่ยากจนที่สุด” มีอัตราเงินเฟ้อ 32% ในปี ค.ศ. 1998 จนถึง 231,000,000% ตามสถิติของทางการในเดือน ก.ค. 2008 แสดงให้เห็นถึงภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง จนทำให้ธนาคารต้องออกธนบัตรใบละ 1 แสนล้านเหรียญ (มีมูลค่าไม่กี่สิบเหรียญสหรัฐ) มาใช้ในเดือน พ.ย. 2008
ตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการรายงานว่า อัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวพุ่งขึ้นสูงถึง 516 ล้านล้านล้านเปอร์เซ็นต์ต่อปี และราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุกๆ 1.3 วัน นับเป็นภาวะรุนแรงที่เลวร้ายเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์โลก รองจากวิกฤตเงินเฟ้อในฮังการีในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งราคาจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกๆ 15.6 ชั่วโมง แล้วชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศเหล่านี้จะเป็นอย่างไร
อาหารและของใช้จำเป็นต่อการดำรงชีวิต มีความหมายมากจนประเมินค่าไม่ได้ ทำให้คิดถึงโครงการเศรษฐกิจพอเพียงสำหรับเกษตรกรของในหลวง ที่ให้แบ่งที่ดินประมาณ 20 ไร่ ให้ที่ส่วนหนึ่งปลูกข้าว ส่วนหนึ่งเป็นสวนผลไม้หลากหลายชนิด ส่วนหนึ่งเป็นบ่อน้ำไว้อาบไว้ใช้ ซึ่งในบ่อให้เลี้ยงปลา รอบบ่อให้ปลูกผัก สมุนไพรหรือพืชอื่นๆ และส่วนสุดท้ายเป็นที่อยู่อาศัย พร้อมทั้งมีบริเวณสำหรับเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ที่ให้ไข่ ให้นม ให้เนื้อโดยเลี้ยงตามธรรมชาติ ให้เศษอาหารกินบ้าง ถ้ามีการทำเกษตรในลักษณะนี้สักจำนวนหนึ่งจะมีประโยชน์อย่างมาก ช่วยลดความรุนแรงลงได้ไม่น้อยในภาวะที่บ้านเมืองมีวิกฤตเกิดขึ้น
จากบทความในหนังสือพิมพ์หนานเฉียว พิมพ์ที่สิงคโปร์ วันที่ 1 ม.ค. 1948 เป็นบทความอธิบายค่าเงินหยวนที่ลดค่าลงอย่างมโหฬารอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างปี ค.ศ. 1937-1948 โดยในปี ค.ศ. 1937 เงิน 1 เหรียญสหรัฐ แลกเงินจีนได้ 2 หยวน แต่ในปี ค.ศ. 1948 เงิน 1 เหรียญสหรัฐ แลกเงินจีนได้ถึง 2 ล้านหยวน เศรษฐกิจจีนพังพินาศ ประชาชนอดตายนับล้าน เป็นที่สลดใจอย่างยิ่ง
บทความดังกล่าวแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยได้ดังนี้…
เศรษฐกิจจีนพังพินาศ
ค่าเงินหยวนดิ่งเหวนรก
ประชาชนสาหัสเกินบรรยาย
อดตายนับล้านล้าน
เชื่อหรือไม่ว่า... 1 เหรียญสิงคโปร์ แลกได้ 7 แสนหยวน!
ในปลายปี ค.ศ. 1946 ผมได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี ค.ศ. 1947 ราคาสินค้าอาจเพิ่มขึ้น 1 แสนเท่า (ที่ระบุไว้ในวารสารเศรษฐกิจ ฉบับที่ 50 ในหัวข้อสรุปเศรษฐกิจใน 1 ปีที่ผ่านมา)
เงินสกุลเหรียญสหรัฐอาจพุ่งผ่านไปอีกแล้ว ตอนผมจับปากกาเขียนข้อความอยู่นี้ยังคงเหลือเวลาอีกครึ่งปีในปี ค.ศ. 1947 อย่างไรก็ตาม ล่าสุดราคาสินค้าในเซี่ยงไฮ้ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.3 แสนเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อนสงคราม (ราวปี ค.ศ. 1937) เงินเหรียญสหรัฐที่ซื้อขายกันในตลาดพุ่งสูงถึง 1.5 แสนหยวน/1 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ธนบัตรมูลค่า 1 แสนหยวน ได้ถูกพิมพ์ออกมาใช้ ไม่กี่วันที่ผ่านมาราคาสินค้าในเซี่ยงไฮ้พร้อมด้วยเงินสกุลเหรียญสหรัฐ และทองคำ เหมือนกับว่าวที่เชือกขาดทะยานเป็นเส้นตรงขึ้นฟ้า และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพุ่งสูงขึ้นอีกเท่าไหร่ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ แต่ ณ วันนี้ราคาสินค้าได้พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 3 หมื่นเท่า จากที่ผมได้คาดการณ์ไว้เมื่อปีที่แล้ว
ส่วนเงินเหรียญสหรัฐ ผมทายถูกว่าสภาพสมดุลของกองทุนเงินตราจะไปตามตัวเลขของทางการแบบไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญสหรัฐในตลาดทั่วไป (9.3 หมื่นหยวน/1 เหรียญสหรัฐ) ต่างกับราคาในตลาดมืดกว่าเท่าตัว
ผมคิดว่าตัวเองพอที่จะคาดการณ์ในสิ้นปีที่แล้ว แต่วันนี้ความจริงพิสูจน์แล้วว่า ผมยังอนุรักษนิยมมากไป ความเลวร้ายและล่มสลายของเศรษฐกิจและค่าเงินจีนเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของผมเป็นอย่างยิ่ง สถานการณ์เศรษฐกิจจีนเป็นเรื่องน่าสลดใจอย่างสุดพรรณนา วันนี้ผมขอถือโอกาสคาดการณ์ราคาสินค้า และค่าเงินจีนว่าภายในปี ค.ศ. 1948 ราคาสินค้าจะสูงขึ้นถึง 1 ล้านเท่า เมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าในปี ค.ศ. 1937 หรือสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 อัตราแลกเปลี่ยนเงินเหรียญสหรัฐในตลาดอาจสูงถึง 2 ล้านหยวน/1 เหรียญสหรัฐ ส่วนสกุลเงินฮ่องกงจะแลกได้ 4 แสนหยวน/1 เหรียญฮ่องกง และเงินสกุลสิงคโปร์จะแลกได้ 7 แสนหยวน/1 เหรียญสิงคโปร์
ธนบัตรมูลค่า 1 แสนหยวน จะกลายเป็นแค่เศษกระดาษภายในปี ค.ศ. 1948 ถึงเวลานั้น ธนบัตรจะเริ่มต้นที่มูลค่า 5 แสนหยวน หรือ 1 ล้านหยวน และธนบัตรที่เรียกว่ามีมูลค่าสูงคือ 2 ล้านหยวน หรือ 5 ล้านหยวน
ถึงตอนนั้น ธนบัตรมูลค่า 1 แสนหยวนจะไม่มีใครอยากได้ ส่วนธนบัตรมูลค่า 4 หมื่นหยวน และ 5 หมื่นหยวน ก็จะกลายเป็นแค่เศษกระดาษเท่านั้น
ถึงตอนนั้น ประชาชนจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ราคาสินค้าและตลาดเงินจะวุ่นวายถึงขั้นไหน เป็นสิ่งที่คนโง่ๆ อย่างผมไม่สามารถจินตนาการถึงความเลวร้ายของสถานการณ์ตอนนั้นได้ คงต้องให้นักวรรณกรรมเป็นคนจินตนาการ และพรรณนาความเลวร้ายออกมาให้ประชาชนรับรู้
ผมไม่สามารถไม่ยอมรับการคาดการณ์ของผมอนุรักษนิยมเกินไป เพราะความเป็นจริงอาจเลวร้ายเกินกว่าที่ผมคาดการณ์ไว้เยอะ
ความเป็นไปได้อีกแบบคืออาจไม่ถึงสิ้นปี ค.ศ. 1948 อำนาจการปกครองของรัฐบาลเจียงไคเชกที่เมืองหนานจิงอาจสิ้นสุดลงก่อน นั่นหมายถึงว่า ไม่ต้องรอให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงถึง 1 ล้านเท่า หรือค่าเงินเหรียญสหรัฐถึง 2 ล้านหยวน/1 เหรียญ รัฐบาลเจียงไคเชกอาจไม่มีตัวตนอีกต่อไป และเงินสกุลจีนก็จะสลายไปพร้อมกับรัฐบาลชุดนี้ ในที่สุดก็เป็นแค่ชื่อที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เท่านั้น
การคาดการณ์ของผมจะถูกหรือไม่ ต้องรอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์เท่านั้น...
(เขียนโดย นายเชียน เจีย จวี วันที่ 14 ธ.ค. 1947 ณ ฮ่องกง)
อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า


