
คสช.ดันวาระร้อน รธน.เสี่ยงสะดุด
กลายเป็น “จุดเสี่ยง” ที่อาจทำให้ร่างรธน.ใหม่ต้องสะดุดก่อนไปถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อปรากฏสัญญาณ “ล้วงลูก” จากคสช.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กลายเป็น “จุดเสี่ยง” ที่อาจทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสะดุดก่อนไปถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อปรากฏสัญญาณ “ล้วงลูก” จากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
แม้จะเป็นเพียงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.ส่งกลับมายัง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเคยทำเรื่องไปถึงแม่น้ำสายต่างๆ และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อขอรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
แต่ทว่าทั้งสถานะ บทบาท ตลอดจนอำนาจหน้าที่ของ คสช. ทำให้มองได้ว่าข้อเสนอแนะดังกล่าวอาจเปรียบเสมือน “ใบสั่ง” ที่ กรธ.ต้องรับฟัง ยิ่งเป็นข้อเสนอที่ลงนามด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.
ที่สำคัญ “จุดกำเนิด” ของ กรธ.ยังมาจากการแต่งตั้งของ คสช. รวมทั้งมีชัยเองก็นั่งอยู่ใน คสช.ตั้งแต่แรก ดังนั้น ข้อเสนอของ คสช.จึงถูกมองว่ามี “น้ำหนัก” เป็นพิเศษ
เริ่มต้น “ข้อเสนอ” ของ คสช.ดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ทั้งเสนอให้มีเนื้อหาสาระเข้าใจง่าย ไม่กำกวม ล่อแหลมต่อการตีความผิด รวมทั้งจะต้องไม่ยาวเกินไป เพราะหากยาวไปจะทำให้ต้องตีความและยุ่งยากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สั้นเกินไป
หรือกระทั่งการเสนอให้มีการกำหนดวิธีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อความยืดหยุ่น เหมาะสมกับกาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และเพื่อป้องกันการล้มล้างหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้กำลัง หรือการปฏิวัติ รัฐประหาร
ยิ่งข้อเสนอเรื่องการมีส่วนร่วมทางการเมืองย่อมมีแต่คนเห็นด้วย แม้แต่ข้อเสนอที่ระบุให้ประชาชนจะต้องสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ในประเทศอย่างแท้จริงในฐานะผู้เป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดในการปกครอง ในการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่ใช้อำนาจปกครองโดยไม่ถูกต้องชอบธรรม
หรือรัฐบาลที่ปฏิเสธหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อมวลมหาประชาชนโดยไม่ทำให้ประชาชนมีความสำคัญแต่เฉพาะก่อนหรือขณะเลือกตั้งเท่านั้น ภายหลังการเลือกตั้งไปแล้วประชาชนยังคงจะต้องมีบทบาทที่สำคัญกว่านักการเมืองผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยรัฐมีหน้าที่สนับสนุนในการสร้างและพัฒนาพลเมืองให้มีความรู้และความรับผิดชอบทางการเมือง
แต่ปัญหาอยู่ตรงข้อเสนอบางข้อ ไล่มาตั้งแต่ 2.6 “เนื่องจากปัญหาวิกฤตหรือข้อขัดแย้งทางการเมืองย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ และรัฐธรรมนูญอาจเกิดภาวะทางตัน ดังนั้น การร่างรัฐธรรมนูญควรบัญญัติช่องทางเผื่อกาลในอนาคตในการผ่าทางตันเพื่อรองรับสถานการณ์ไว้ด้วย โดยเฉพาะการเกิดปัญหาสุญญากาศทั้งทางด้านนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง”
ประเด็นนี้ชวนให้คิดถึงองค์กรอย่างคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ที่เคยเสนอครั้งแรกในร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เพื่อเป็นเซฟทีคัตป้องกันไม่ให้เกิดทางตันจนต้องนำไปสู่การรัฐประหาร
ครั้งนั้นเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงเกรงว่า “กลไก” นี้จะเปิดช่องให้เกิดการสืบทอดอำนาจของ คสช.เข้ามาครอบงำการบริหารของรัฐบาลที่จะมาหลังการเลือกตั้ง แม้จะมีคำอธิบายต่างๆ นานา แต่ก็ไม่มีหลักประกันใดว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นในอนาคต
ยิ่งข้อสำคัญคือ ข้อ 2.7 เรื่อง แนวนโยบายด้านความมั่นคงของรัฐยังคงต้องบัญญัติให้รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ และต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย จำเป็นเพียงพอ เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผลประโยชน์แห่งชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อการพัฒนาประเทศ การใช้กำลังทหารโดยสุจริตเพื่อความมั่นคงของรัฐจากภัยที่มีมาจากภัยในและนอกราชอาณาจักร ไม่ต้องรับโทษทางแพ่ง ทางอาญาปกครอง
หากรัฐธรรมนูญบัญญัติเนื้อหาไว้เช่นนี้ ประเด็นแรกนั่นหมายความว่า กองทัพจะมีความชอบธรรมในการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ได้อย่างชอบธรรม ไม่ว่าจะต้องใช้งบประมาณสูงแค่ไหน หากทุกอย่างเป็นไปเพื่อความมั่นคงย่อมสามารถทำได้
ประเด็นถัดมาที่เห็นว่ามีปัญหาคือ ใช้กำลังทหารหากโดยสุจริตเพื่อความมั่นคงของรัฐ จะไม่ต้องรับโทษทั้งทางแพ่งและทางอาญา ปกครอง เสมือนให้อำนาจพิเศษกับทหารเกินขอบเขตที่ควรจะเป็น
แต่ละเรื่องที่ คสช.เสนอมานั้นเต็มไปด้วยความล่อแหลม และเพิ่มอำนาจให้กับกองทัพ หาก กรธ.รับลูกนำไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเกิดแรงต้านเพิ่มมากขึ้นอาจต้องสะดุดในชั้นการลงประชามติแล้ว
อีกด้านหนึ่งยังกัดกร่อนทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.และ กรธ. หากทุกอย่างชวนให้คิดว่ามีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และคิดถึงผลประโยชน์ตนเองมากกว่าของประเทศชาติ
ส่วนคำชี้แจงของมีชัยว่าไม่ได้ทำเพื่อตอบสนองผู้มีอำนาจ แต่ต้องรับฟังทุกฝ่ายนั้นจะน่าเชื่อถือเพียงไร ต้องรอดูกันต่อไป







