
"ดำรงค์ พิเดช" ชี้แก้ปัญหาป่าไม่ตรงจุดทำปัญหาบุกรุกบานปลาย
"ดำรงค์ พิเดช" ชี้ปัญหาบุกรุกป่าไม้แก้ไม่ตรงจุด ชี้ภาคใต้มีการบุกรุกหนักเพื่อปลูกยางพารา
"ดำรงค์ พิเดช" ชี้ปัญหาบุกรุกป่าไม้แก้ไม่ตรงจุด ชี้ภาคใต้มีการบุกรุกหนักเพื่อปลูกยางพารา
นายดำรงค์ พิเดช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ชี้เป้า วิกฤตป่าไม้ไทย ต้องแก้...ด่วน" คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า การแก้ปัญหาบุกรุกป่าไม้ที่ผ่านมามักแก้ที่ปลายเหตุ ด้วนการจับกุมหรือออกกฏหมาย และการให้รัฐมนตรีมีอำนาจในการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10-11 ให้เข้ามาดูแลเรื่องนี้ ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ เพราะทำให้เกิดการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง
ทั้งนี้ได้เคยเสนอให้มีคณะกรรมการแห่งชาติเป็นผู้แต่งตั้งข้าราชการระดับสูง เพื่อให้คานอำนาจกับฝ่ายการเมือง ส่งผลให้นักการเมืองจะสั่งอะไรสะเปะสะปะไม่ได้ ซึ่งได้เคยเสนอสมัยเป็น สปช.แต่ไม่สำเร็จ
อย่างไรก็ดี ปัญหาการเมืองทำให้ทรัพยากรเสียหายมากเพราะนโยบายทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม นโยบายผ่อนผันให้คนที่อยู่ในพื้นที่ป่าตั้งแต่ปี 18-19 หรือ มติครม. 30 มิ.ย.41 ทำให้เกิดปัญหาต่อพื้นที่ป่ามาถึงทุกวันนี้ ในช่วงที่เป็น สปช.ก็ได้เสนอหลายเรื่อง แต่เสียงไม่ดังพอ
นายดำรงค์ กล่าวว่า ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องน่าห่วงมากหากเปิดประชาคมอาเซียน ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายประชากรเข้ามา ปัญหาชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในป่าไกลตาผู้คนเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร วันนี้ภาคใต้ปัญหาหนัก ในเรื่องการบุกรุกพื้นที่ปลูกยางพาราซึ่งอนาคตราคาจะไม่เกินกิโลกรัมละ 15 บาท เพราะมองไปที่ไหนก็มีแต่ยางพารา ตอนคสช.เข้ามาคิดว่าอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะแก้ป้ญหาได้ แต่วันนี้เงียบไปหมดทุกเรื่อง และเริ่มบายปลายในบางพื้นที่ ทั้งไม้พะยูง การแก้ปัญหาบุกรุกป่า
"ล่าสุดที่ จ.กระบี่ มีปัญหาพื้นที่สัมปทานสวนปาล์ม 2 หมื่นไร่ เกิดความขัดแย้งถึงกับยิงกัน 2 แต่หน่วยงานรัฐ กรมป่าไม้ทำไมไม่ลงไปดู มีการเช่าป่าเพื่อทำสวนปาล์มแต่กลับนำไปออกเอกสารสิทธิ์โดยนายทุนใหญ่ เรื่องนี้ขอให้กรมป่าไม้ไปตรวจสอบด้วย ทั้งนี้สถานการณ์ป่าไม้หลังการเลือกตั้งจะยิ่งหนักไปใหญ่ จึงอยากให้แก้ปัญหาแบบการประมง ที่ใช้ความเด็ดขาดจึงจะสำเร็จ"นายดำรงค์กล่าว
นายจงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณบดีคณะวนศาสตร์ กล่าวว่า ต้องส่งเสริมให้ประชาชนทำกิจการป่าไม้ ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ถ้ายังอยากให้มีป่าอยู่ต้องไม่ถูกเปลี่ยนไปเป็นภาคเกษตร วันนี้มีสองภาคที่ป่าเกิน 40 % ของพื้นที่ คือภาคเหนือและตะวันตก จึงต้องมีการวางแผนการใช้ประโยชน์จากป่าให้ดี โดยมีคระกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติขึ้นมาบริหารจัดการ ส่วนการป้องกันก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม
นายประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ นายกสมาคมศิษย์เก่าวนศาสตร์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตทางอ้อมของไทย ที่ผ่านมารัฐบาลอุ้มคนที่ทำผิดกฎหมายป่าไม้ จากการออกนโยบายผ่อนผันต่างๆ และคนเหล่านี้ก็นำที่ดินไปขายต่อ ปรากฏการที่เกิดขึ้นเรียกว่าเป็นวงจรอุบาทว์ ดังนั้นนโยบายของรัฐต้องไม่อุ้มคนทำผิดกฎหมาย ต้องไม่จัดสรรที่ดินของรัฐอีก ซึ่งขณะนี้รัฐบาลจะจัดสรรในรูปแปลงรวมซึ่งมองว่าไม่ถูกต้อง กฎหมายป่าไม้มีเรื่องการขอใช้ประโยชน์อยู่แล้ว ก็ไปยื่นขอตามกระบวนการ ไม่ใช่ทำผิดแล้วกลับยังได้ที่ดินไปฟรีๆ







