
ลุยจับนายทุนสวมเอกสารสิทธิ์สค.บิน
ป่าไม้จับกุมนายทุนสวมเอกสารสิทธิ์ส.ค.บินครอบป่าอนุรักษ์มีเจ้าหน้าที่รับเกี่ยวข้องพร้อมส่งหลักฐานให้ดีเอสไอสอบสวน
ป่าไม้จับกุมนายทุนสวมเอกสารสิทธิ์ส.ค.บินครอบป่าอนุรักษ์มีเจ้าหน้าที่รับเกี่ยวข้องพร้อมส่งหลักฐานให้ดีเอสไอสอบสวน
นายอภิชาต ไชยางพานิช เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน หัวหน้าหน่วยคุ้มครองป้องกันป่าชายเลนที่ 12 ชุมพร นายวิชัย สมรูป หัวหน้าเจ้าหน้าที่สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 12 ชุมพร พ.ท. อนันต์ ลือชัย หัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าวกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 หัวหน้าสายตรวจตำรวจกองปราบปรามการกระทำผิด เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ ตชด. กก 41 ชุมพร ได้ร่วมกันออกตรวจสอบพื้นที่ถูกบุกรุกแผ้วถางบริเวณ ป่าเลนอ่าวทุ่งคา และป่าอ่าวสวี บ้านหนองหลวง หมู่ที่ 4 ตำบลวิสัยใต้ อ.สวี จ.ชุมพร
จากการตรวจสอบพบมีการปักหลักหมุดสภาพใหม่เอี่ยมของกรมที่ดินแสดงการออกเอกสารสิทธิ์ในแปลงแผ้วถางบุกรุกดังกล่าวโดยรอบพื้นที่ เมื่อเจ้าหน้าที่วัดพิกัดจากเครื่อง จี พี เอส พบว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนอ่าวทุ่งคา และป่าอ่าวสวี และอยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ตามมติคณะรัฐมนตรีที่จำแนกไว้เป็นป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2530 ซึ่งได้ถูกบุกรุกแผ้วถางจนเตียนโล่งไปจำนวนกว่า 15 ไร่ ทำให้รัฐได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 1,792,822 บาท
นายอภิชาต กล่าวว่า การนำกำลังเข้าตรวจสอบยึดพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในครั้งนี้สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 53 ที่ผ่านได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มนักอนุรักษ์ และได้นำกำลังลงไปตรวจสอบในพื้นที่ดังกล่าวและพบว่าเป็นป่าอนุรักษ์ จึงได้ตรวจยึดไว้ดำเนินคดี แต่มีเจ้าของซึ่งเป็นกลุ่มนายทุนนำหนังสือ ส.ค. 1 ออกมาอ้างสิทธิ์ เพื่อขอรังวัดอกกโฉนด แต่จากการที่ตนตรวจสอบพบว่ามีการขายสิทธิ์ตกทอดกันมาหลายช่วง และมาแยกทำเอกสาร ส.ค. 1 ซ้อนกันเป็น 2 ใบ มีเจ้าของ 2 คน โดยนำมาครอบลงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ หรือเรียกว่า “สค.บิน” นั่นเอง นอกจากนั้นยังมีการขยายพื้นที่บุกรุกเพิ่มเติมจากเดิมไปอีกจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า “ สค.บวม “ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมรู้เห็นเป็นใจด้วย
นายอภิชาต กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนดังกล่าวแล้วฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยร่วมกันยึดถือ ครอบครองที่ป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำผิดต่อ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ฐานร่วมกันยึดถือ ครอบครอง หรือกระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ได้รับอนุญาต
“ พฤติกรรมดังกล่าวหลังจากมีการจับกุมไปแล้ว ปรากฏว่ากลุ่มนายทุนยังไม่หยุดพฤติกรรมยังคงย้อนกลับมาบุกรุกแผ้วถางยึดครองที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวอีก โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเข้าไปช่วยเหลือดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ ขณะนี้ตนได้เก็บรวบรวมพยานเอกสาร หลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่ เพื่อเสนอไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดี เอส ไอ และ ปปช. เนื่องจากคดีนี้ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ มีความซับซ้อน รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนั้นยังพบมีการวมสิทธิ์ โดยใช้เอกสารสิทธิ์ ส.ค. 1 บินไปครอบในอีกหลายพื้นที่ด้วย “ นายอภิชาตกล่าว







