
เขฬสกวาท กลืนกินน้ำลายพระอรหันต์
วันสิ้นพระชนม์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
โดย...สมาน สุดโต
วันสิ้นพระชนม์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก วันที่ 24 ต.ค. 2558 ที่วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ในฐานะศาสตราจารย์ทางภาษาบาลี และเปรียญธรรม 9 ประโยค ได้รับคำถามจากสมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย) เลขาธิการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต (เปรียญธรรม 8 ประโยค) ว่า คำว่า เขฬสกวาท แปลว่าอะไร คำนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
ในฐานะที่เป็นประธานการแปลสัททานุกรมพระไตรปิฎก จากต้นฉบับภาษาพม่า จึงค้นคำแปลและอธิบาย ซึ่งมีข้อความที่สะกิดใจที่ใครก็ตาม(ทั้งพระและฆราวาส) ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ ล้วนแต่อยู่ในความหมายนี้ คือ กินน้ำลายที่พระอรหันต์บ้วนทิ้งทั้งสิ้น โปรดฟัง
สังคมปัจจุบัน ทั้งสังคมสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาต่างก็กลืนกินเขฬะหรือน้ำลายที่พระอรหันต์บ้วนทิ้งกันทั่วหน้า มิเช่นนั้นจะถูกปฏิรูปหรือ
ตามความหมายในสัททานุกรม ยกศัพท์แปล ดังนี้ เขฬาสกวาท (ป) (มาจากคำ เขฬ+อสก+วาท)
แปลว่า เป็นผู้บริโภค-กลืนกิน-น้ำลาย, คำกล่าวว่าเป็นผู้บริโภคปัจจัย 4 อันเป็นดุจน้ำลาย, คำกล่าวว่าเป็นผู้บริโภคปัจจัย 4 อันเกิดขึ้นเพราะมิจฉาชีวะ ดุจกลืนกินน้ำลายที่เหล่าอริยชนบ้วนทิ้ง
(ลาภ ยศ สรรเสริญ คือ เขฬะหรือน้ำลายที่พระอรหันต์บ้วนทิ้ง ดังนั้นผู้ที่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ (ทั้งพระและฆราวาส) คือผู้ที่กลืนกินน้ำลาย (เขฬะ) ที่พระอรหันต์บ้วนทิ้งแล้ว นั่นแล
ในเรื่องนี้มีเรื่องเปรียบเทียบให้เห็นกรณีที่พระเทวทัตขอบริหารพระสงฆ์จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้
ครั้งนั้น พระเทวทัตลุกจากอาสนะประนมมือไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ประทับนั่งแสดงธรรมแก่บริษัทซึ่งมีพระราชาประทับอยู่ด้วย แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า เวลานี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชราภาพ เป็นผู้เฒ่าสูงอายุ เดินทางไกล ล่วงสู่ปัจฉิมวัยแล้ว พระพุทธเจ้าข้า บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดปล่อยวาง ประกอบตนในผลสมาบัติอันเป็นเครื่องอยู่อย่างเป็นสุขในปัจจุบัน พระองค์โปรดมอบภิกษุสงฆ์ให้ข้าพระพุทธเจ้าเถิด ข้าพระพุทธเจ้าจะปกครองภิกษุสงฆ์”
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า “อย่าเลยเทวทัต เธออย่าชอบใจที่จะปกครองภิกษุสงฆ์เลย” แม้ครั้งที่ 2 ฯลฯ แม้ครั้งที่ 3 พระเทวทัตก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานานํปีโข อหํ เทวทตฺต ภิกฺขุสํฆํ น นิสฺสชฺเชยฺยํ, กึ ปน ตุยฺหํ ฉวสฺส เขฬาสกสฺสาติ. อถ โข เทวทตฺโต “สราชิกาย มํ ภควา ปริสาย เขฬาสกวาเทน อปสาเทติ, สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนว อุกฺกํสตีติ กุปิโต อนตฺตมโน ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ. อยญฺจ จรหิ เทวทตฺตสฺส ภควติ ปฐโม อาฆาโต อโหสิ. (วิ.4/347)
“เทวทัต แม้สารีบุตรและโมคคัลลานะเรายังไม่สละภิกษุสงฆ์ให้ เหตุไรเราจะสละภิกษุสงฆ์ให้เธอผู้ต่ำช้า บริโภคน้ำลายเล่า” ขณะนั้น พระเทวทัต คิดว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุกรานเราท่ามกลางบริษัทที่มีพระราชาประทับอยู่ด้วย ด้วยพระดำรัสว่าเป็นผู้บริโภคน้ำลาย ทรงยกย่องแต่พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ” จึงโกรธ ไม่พอใจ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณจากไป นี้เป็นการผูกอาฆาตครั้งแรกในพระผู้มีพระภาคเจ้าของพระเทวทัต
สัททานุกรม ยกบาลีมาอธิบายความการที่พระเทวทัตถูกพระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า ผู้กินน้ำลาย เพราะพระพุทธองค์ทรงประสงค์ให้เข้าใจความหมายว่า ปัจจัยที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาชีพ ย่อมเป็นเช่นเดียวกับน้ำลายที่พระอริยะบ้วนออก พระเทวทัตนี้กลืนกินปัจจัยเช่นนั้น
พระดำรัสนี้ สร้างความอาฆาตแก่พระเทวทัตเป็นครั้งแรก เพราะเมื่อวิเคราะห์ศัพท์ จะเห็นชัดดังนี้ เขฬาสกสฺส แยกบทเป็น เขฬ+อสกสฺส ปัจจัย 4 ที่ได้มาโดยมิจฉาชีพ เปรียบเสมือนน้ำลายที่บ้วนออกมา เพราะเป็นสิ่งที่อริยชนไม่พึงบริโภค
ผู้ใดอยู่ในฐานะเขฬสกวาท คือ กลืนกินน้ำลายที่พระอรหันต์บ้วนทิ้ง ย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง







