posttoday
ตัดสินใจแต่งงาน

ตัดสินใจแต่งงาน

14 พฤศจิกายน 2558

ชิวบ๊วยเองไม่ใช่คนขี้เหร่ ตรงกันข้ามเธอเป็นคนสวย มีความเป็นกุลสตรีเพียบพร้อมทุกอย่าง

โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง

ชิวบ๊วยเองไม่ใช่คนขี้เหร่ ตรงกันข้ามเธอเป็นคนสวย มีความเป็นกุลสตรีเพียบพร้อมทุกอย่าง ผู้ชายจากตระกูลอื่นมาดูตัวเธอหลายต่อหลายครั้ง แม่สื่อก็จะนำข่าวมาเล่าให้ผมฟังอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่ว่าใครจะมาดูตัวเธอ ชิวบ๊วยก็คอยแต่ปฏิเสธว่าไม่ชอบ หรือไม่ต้องชะตา แต่แม่สื่อไม่เชื่อเหตุผลของชิวบ๊วย มาพูดกับผมว่า “ชิวบ๊วยอีชอบลื้อแน่ๆ ถึงได้ไม่ยอมแต่งงานกับใคร”

ผมได้ยินแล้วอดยิ้มในใจไม่ได้ รู้สึกปลื้มขึ้นมาทันที ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างที่แม่สื่อพูดหรือเปล่า

ล่าสุดผมได้ยินมาว่าพ่อกับแม่ของชิวบ๊วยกำลังจัดการนัดให้เธอไปดูตัวฝ่ายชายอีกราย เป็นคนมีฐานะด้วย ผมได้ยินแล้วรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมากะทันหัน ตอนนั้นไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น แต่รู้ในเวลาต่อมาว่า ผมหวงเธอ ความหวงเกิดจากความพึงพอใจ จะพูดว่าเริ่มชอบเธอก็คงไม่ผิด

หลายสิ่งหลายอย่างในตัวของชิวบ๊วย ไม่ว่าจะนิสัยใจคอ คำพูดคำจาเกิดเป็นความประทับใจโดยที่ผมไม่รู้ตัว

ที่ผมนิยมเธอมากๆ คือ เธอไม่ใช่สาวสมัยใหม่ที่วันๆ เอาแต่แต่งหน้าทาปาก แต่งตัวสวยตลอดโดยไม่สนใจหยิบจับทำงานอะไรเลย ชิวบ๊วยไม่ทาปาก ไม่ใส่รองเท้าส้นสูงแบบสาวสมัยนั้นเห่อกัน ผมเห็นด้วยตาไม่พอ แม่สื่อยังมาพูดชมเธอให้ฟังอยู่เรื่อย

“อาชิวบ๊วยอีดี เป็นแม่เหย้าแม่เรือนไม่ต้องกลัวเงินทองรั่วไหล อีประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย ไม่แต่งหน้าทาปาก แบบนี้ใครได้ไปเป็นเมียก็โชคดี”

ผมก็คิดแบบเดียวกับแม่สื่อ เรื่องการเลือกคู่ครองมาเป็นเมียและแม่ของลูก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความคิด ใช้จ่ายเงินเป็น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญในการสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่น

หลังจากเริ่มมีใจโอนเอนให้ชิวบ๊วย ผมก็ไปหาเธอบ่อยขึ้น ถึงผมจะมีใจโอนเอนให้ชิวบ๊วย แต่ผมยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน... เพราะมัวแต่บ้าทำงาน หายใจเข้าออกเป็นงาน จนคนที่รู้จักผมมักพูดว่า ผมบ้างาน

จะไม่ให้บ้าได้อย่างไร ในเมื่อผมทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการทำโรงงานฟอกหนัง หากไม่เอาจริงเอาจัง มัวแต่ไปคิดเรื่องอื่นก็คงไม่ประสบผลสำเร็จ

ผมลุยงานโรงงานอย่างหนักอยู่ 2 ปีกว่าๆ กิจการเริ่มอยู่ตัว ช่วงนี้ผมถูกแม่สื่อเร่งรัดเรื่องแต่งงาน ผมจึงมาตรองดู แล้วบอกกับตัวเองว่า เป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ในที่สุดผมก็ตอบตกลง รวมเวลาที่คบหากับชิวบ๊วยได้ 2 ปี พอผมบอกแม่สื่อว่าอยากแต่งงาน แม่สื่อดีใจมากรีบบอกว่า

“ไม่เสียแรง อุตส่าห์ลุ้นมาตั้งนาน ลื้อเป็นคนดี อาชิวบ๊วยก็ดี คนดีกับคนดีได้แต่งงานกันมันจะมีแต่ดีกับดี ต้องเจริญรุ่งเรืองแน่”

แต่คนที่ไม่เห็นด้วยในเรื่องที่ผมจะแต่งงานคือ พี่ชายของผม สาเหตุเพราะพี่ชายกลัวว่าเมื่อผมแต่งงานแล้ว จะไม่มีเงินส่งเสียให้แม่และพี่ๆ ที่เมืองจีน

พี่ชายคิดไปว่าผมจะเหมือนกับตัวเอง เพราะตั้งแต่มาอยู่เมืองไทย พี่ชายก็มีลูกหลายคน มีภาระมากมายหากินแทบไม่พอ จึงไม่มีเงินจะส่งไปเมืองจีน จึงคัดค้านอย่างเต็มที่ โดยให้เหตุผลว่าในช่วงนี้ที่ประเทศจีนมีปัญหามาก มีสงครามในประเทศระหว่างเจียงไคเช็คกับเหมาเจ๋อตุง เศรษฐกิจจีนกำลังล่มสลาย ค่าเงินหยวนดิ่งลงเหวผู้คนยากจนข้นแค้น อดอยาก มีคนอดอาหารตายมากมาย ทำให้มีคนจีนนับล้านหนีตายไปต่างประเทศ

โดยเฉพาะในช่วง พ.ศ. 2489-2492 ชาวจีนอพยพเข้ามาประเทศไทยมากกว่า 2 แสนคน ถ้าผมแต่งงานมีลูกเมียไม่มีเงินส่งไปที่เมืองจีน พี่น้องและญาติๆ ที่เมืองจีนจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

ในตระกูลของคนจีนถือว่าการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญมาก การจะเลือกใครมาเป็นคู่ต้องปรึกษาญาติพี่น้องอย่างละเอียด ให้คนในตระกูลเห็นดีด้วย แต่เมื่อพี่ชายทั้งสองของผมไม่เห็นด้วย ผมก็ไม่ควรแต่ง หากแต่ผมมีความเชื่อมั่นในตัวเอง และคิดว่าสิ่งที่ผมตัดสินใจไม่ใช่ความผิด ผมบอกกับพี่ชายว่า

“ไม่ต้องกลัวว่าเมื่อผมแต่งงานแล้วจะไม่มีเงินส่งไปให้แม่ คนที่ไม่แต่งงานจำนวนมากก็ไม่มีเงินส่งไปให้พ่อแม่ มันไม่เกี่ยวกันเลย ถึงผมจะแต่งงานผมก็ยังจะทำหน้าที่นี้ตลอดไป”

ผมพยายามพูดกับพี่ชายให้เข้าใจ แต่ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะไม่เชื่อ ไม่ว่าจะพูดอย่างไร พี่ชายก็ไม่เห็นด้วย พูดว่าต่างๆ นานา แต่ผมไม่สนใจ ไม่สามารถกีดขวางเส้นทางการแต่งงานของผมกับชิวบ๊วยได้

ผมเดินหน้าเรื่องจัดงานแต่งงานโดยไม่ลังเล เพียงแต่ตอนนั้นผมมีปัญหาเรื่องเงินที่จะใช้ในพิธี และเงินค่าสินสอด แม้จะได้ฤกษ์มาแล้ว แต่ยังไม่มีเงินพอที่จะจัดงานแต่งงานได้ ผมต้องพยายามอย่างหนัก นึกเสมอว่า จะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค

(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย