
ธนาคารเจ้าหนี้ไม่ห่วงประมูล 4จี ทำฐานะลูกหนี้ทรุด เหตุจบประมูลราคาไม่สูงเกินเหตุ
แหล่งข่าวจากธนาคารเจ้าหนี้ของผู้ประมูลคลื่นสัญญาณ 1800 MHz เปิดเผยว่า จากการประเมินพบว่าหากราคาประมูลอยู่ที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท จะส่งผลกระทบกับผลประกอบการของลูกหนี้ประมาณ10-15% ราคาประมูลที่จบจะมีผลไม่เกิน 20% ดังนั้นจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงในช่วงสั้น แต่ในระยะยาวหากขยายฐานลูกค้าได้มากกำไรจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
แหล่งข่าวจากธนาคารเจ้าหนี้ของผู้ประมูลคลื่นสัญญาณ 1800 MHz เปิดเผยว่า จากการประเมินพบว่าหากราคาประมูลอยู่ที่ระดับ 5 หมื่นล้านบาท จะส่งผลกระทบกับผลประกอบการของลูกหนี้ประมาณ10-15% ราคาประมูลที่จบจะมีผลไม่เกิน 20% ดังนั้นจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงในช่วงสั้น แต่ในระยะยาวหากขยายฐานลูกค้าได้มากกำไรจะสูงขึ้นอย่างแน่นอน
นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ธนชาต กล่าวว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ประมูลใบอนุญาต 4จี ได้ในราคา 4 หมื่นล้านบาท ถือว่าไม่แพง เมื่อเปรียบเทียบกับอายุสัมปทาน 18 ปี แม้ว่าต้นทุนจะแพงกว่าที่คาดการณ์กว่า 2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 1,100-1,200 ล้านบาท/ปี และหากกู้เงิน 2 หมื่นล้านบาท มาลงทุน ในอัตราดอกเบี้ย 5% ดอกเบี้ยจ่ายตกปีละ 1,000 ล้านบาท รวมแล้วค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 2,100-2,200 ล้านบาท
“ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นแต่ละปีถือว่าไม่มาก ประมาณ 8% ของกำไรก่อนหักภาษีดอกเบี้ยและค่าเสื่อม หรืออีบิตดา ที่ทำได้ปีละ 5 หมื่นล้านบาทเศษในปีนี้ และ 6 หมื่นล้านบาทในปีหน้า หรือมีผลกระทบต่อราคาหุ้นไม่เกิน 10 บาท จากมูลค่าเหมาะสมที่ให้ไว้ 275 บาท แต่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับลดลงมากกว่า” นายพิชัย กล่าว
นอกจากนี้ เอไอเอสมีฐานลูกค้า 44 ล้านเลขหมาย มีต้นทุนต่ำและอีบิตดามากกว่าทรูและดีแทค จุดเด่นของเอไอเอสคือนโยบายจ่ายเงินปันผล 100% ของกำไร
จึงทำให้หุ้นเอไอเอสน่าลงทุน
ด้าน บล.เอเซีย พลัส ปรับลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นมือถือเป็นน้อยกว่าตลาด เพราะเห็นว่าต้นทุนประมูล 4จี แพงเกินไป อายุสัมปทาน 18 ปี ต้นทุนค่าใบอนุญาตจะเพิ่มขึ้นปีละ 1,940 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินลงทุนในอุปกรณ์และโครงข่าย จึงปรับลดประมาณการกำไรของทั้ง 3 บริษัทลงราวปีละ 10% 60% และ 73% จากประมาณการเดิมสำหรับเอไอเอส ดีแทค และทรู







