
มองไต้หวันด้วยแว่นสีขาว (2 ):การสร้างและพัฒนาประเทศ
.....นายศาสตรา
การสร้างและพัฒนาประเทศไต้หวันแบ่งได้กว้างๆ เป็น 3 ช่วงคือ 1) ช่วงประธานาธิบดี เจียงไคเช็ก 2) ช่วงประธานาธิบดี เจียงจิงกั๋วลูกชายของเจียงไคเช็ก และ 3) ช่วงหลังจากนั้น
ช่วงแรก คือช่วงที่ประธานาธิบดี เจียงไคเช็ก อพยพหนีเหมาเจ๋อตุง ข้ามมายังไต้หวัน เพื่อยึดเป็นฐานที่มั่นหวังกลับไปยึดคืนแผ่นดินใหญ่จีน คงเพราะยังมีความหวังว่าจะกลับไปยึดแผ่นดินใหญ่คืน โดยประธานาธิบดี เจียงไคเช็ก ได้ประกาศเจตนารมณ์ดังกล่าวทุกปี มีการสะสมทั้งอาวุธกองทัพและเสบียงใส่โกดังไว้มากมายด้วย การมุ่งมั่นเพื่อสร้างและพัฒนาไต้หวันจึงกระทำไปเพื่อเป็นฐานที่มั่น มากกว่าจะกระทำไปเพื่อเป็นการสร้างบ้านเมืองใหม่ที่จะอยู่สืบไปชั่วลูกชั่วหลาน
แม้กระนั้นเจียงไคเช็กก็สามารถสร้างความเจริญมั่งคั่งให้แก่ไต้หวันได้ไม่น้อย เริ่มจากการปฏิรูปเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ทั้งด้านการปฏิรูปที่ดิน การจัดรูปที่ดิน และการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในเกษตรกรรม
การปฏิรูปที่ดิน ในไต้หวันใช้วิธีการที่แตกต่างจากของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งใช้วิธียึดที่ดินจากนายทุนเอาที่ดินมาเป็นของส่วนรวมและมีการสังหารผู้คนไปเป็นจำนวนมาก เจียงไคเช็กใช้วิธีตรงกันข้าม แทนที่จะจับตัวเจ้าของที่ดินมาประจานและเข่นฆ่า กลับใช้วิธีการซื้อที่ดินแทน
วิธีการเช่นว่านี้ นอกจากจะไม่ทำให้เกิดการต่อต้านและรัฐบาลต้องปราบปรามด้วยวิธีการรุนแรงแล้ว บรรดาเจ้าของที่ดินทั้งหลายยังสามารถมีเงินทุนไปทำธุรกิจนอกภาคเกษตร ซึ่งรัฐบาลก็สนับสนุนโดยการงดเว้นภาษีให้ ทำให้เกิดการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวางควบคู่กันไป
การปฏิรูปที่ดินและการจัดรูปที่ดิน ทำให้สามารถจัดระบบชลประทานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผืนดินได้มีการใช้ทำประโยชน์อย่างเต็มที่ แทบจะไม่เห็นที่ดินรกร้างหรือไม่มีการทำประโยชน์เพราะเป็นที่ดินของนายทุนที่ซื้อไว้เก็งกำไรอย่างบ้านเรา ด้านการศึกษา มีการปฏิรูปการศึกษาและส่งคนไปศึกษายังต่างประเทศ เพื่อรับวิทยาการใหม่ๆ เข้ามา
ด้านการเมืองการปกครอง รัฐบาลก๊กมินตั๋งได้บทเรียนจากการพ่ายแพ้ต่อกองทัพประชาชนจีน เพราะปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จึงพยายามฟื้นฟูอุดมการณ์
“ซามิ่นจูหงี” หรือ ลัทธิไตรราษฎร์ ของอดีตประธานาธิบดี ซุนยัตเซ็น คือ หลักประชาชาติ ประชาสิทธิ และประชาธรรม ควบคู่กับการสร้างระบบราชการที่เข้มแข็งตามระบบคุณธรรมตลอดชีวิตอันยืนยาวของเจียงไคเช็ก ซึ่งเป็นประธานาธิบดีไต้หวันอยู่ถึง 26 ปี ตั้งแต่ปี 2492 จนถึงปี 2518 ไต้หวันประสบมรสุมลูกแล้วลูกเล่า เช่น ต้องเสียที่นั่งในสหประชาชาติให้แก่สาธารณรัฐประชาชนจีน
แต่กระนั้นก็ตาม ด้วยการนำที่เข้มแข็งของรัฐบาล และด้วยพื้นฐานของประชาชนคนจีนที่ผ่านการหล่อหลอมด้วยลัทธิขงจื้อมาอย่างยาวนาน เมื่อเจียงไคเช็กถึงแก่อสัญกรรมในปี 2518 นั้น ไต้หวันได้พลิกผันจากประเทศผู้ปลูกอ้อยและสับปะรด เป็นผู้ส่งออกเสื้อผ้าและของเล่นชั้นแนวหน้าแล้ว
เมื่อเจียงจิงกั๋ว ลูกชายคนโตของเจียงไคเช็ก ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของไต้หวัน หลังอสัญกรรมของเจียงไคเช็ก 3 ปี เจียงจิงกั๋วมีประสบการณ์ชีวิตที่เข้มแข็ง และมีประสบการณ์สูงในฐานะรัฐมนตรีในรัฐบาลของเจียงไคเช็กที่ทำงานอย่างถึงลูกถึงคน เช่น เป็นผู้นำการสร้างถนนสายวิบากเลียบภูเขาและหุบเหว เชื่อมระหว่างภาคตะวันตกและภาคตะวันออกของเกาะ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไปกว่าสองร้อยคน ที่สำคัญเจียงจิงกั๋วตระหนักชัดแล้วว่าไม่มีโอกาสกลับไปแผ่นดินใหญ่อีกแล้ว จึงทุ่มเทสร้างชาติ สร้างประเทศไต้หวันอย่างเต็มที่
นอกจากวิกฤตจากการสูญเสียสถานะในสหประชาชาติแล้ว สองปีต่อมาไต้หวันยังเจอวิกฤตซ้ำสองจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตทั่วโลก ซ้ำเติมจากการที่สหรัฐตัดความสัมพันธ์ทางการทูตในปีเดียวกันกับที่เจียงจิงกั๋วขึ้นเป็นประธานาธิบดีเจียงจิงกั๋วได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ด้วยการตัดสินใจกู้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางไปใช้ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการรถไฟรางคู่ โครงการซูเปอร์ไฮเวย์ ท่าเรือน้ำลึก การก่อสร้างสนามบินใหม่ โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเริ่มโครงการได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง เช่น โครงการซูเปอร์ไฮเวย์ถูกโจมตีว่าทำเพื่อคนร่ำรวยได้ขับรถสะดวกสบาย แต่ในไม่ช้าก็ปรากฏว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว จนประสบผลสำเร็จอย่าง
“มหัศจรรย์”ในทางการเมือง กระแสตื่นตัวด้านประชาธิปไตยทั่วโลกลุกลามเข้าไปไต้หวัน จนเกิดการจลาจลต่อต้านกฎอัยการศึกที่เมืองเกาสง ทางไต้ของไต้หวันเมื่อปี 2522 เจียงจิงกั๋วซึ่งมีบุคลิกอ่อนโยน เป็นกันเอง ไม่เป็นเผด็จการอย่างบิดา ได้หาทางคลี่คลายสถานการณ์และยกเลิกกฎอัยการศึกไปในปี 2531 ก่อนที่เขาจะถึงอสัญกรรมในปีต่อมา
ความสำเร็จในการสร้างชาติสร้างประเทศของไต้หวัน ทำให้สามปีต่อมาไต้หวันกลายเป็นประเทศที่เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในแผ่นดินใหญ่จีนแซงญี่ปุ่นและสหรัฐ และในปี 2539 ไต้หวันก็สามารถเลือกตั้งประธานาธิบดีได้โดยตรงเป็นครั้งแรก ได้นายหลี่เติ้งฮุย วัย 73 ปี เป็นประธานาธิบดี ซึ่งมีลักษณะผสมผสานอย่างดี คือเป็นคนไต้หวันที่สืบเชื้อสายมาจากชาวจีนอพยพรุ่นก่อนเจียงไคเช็ก แต่เป็นสมาชิกของพรรคก๊กมินตั๋ง
ไต้หวันจึงประสบความสำเร็จ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและการเมือง ที่สำคัญยังสามารถจัดสวัสดิการสังคมได้อย่างดี มีระบบประกันสุขภาพที่สถานีโทรทัศน์เอบีซีนิวส์ของสหรัฐ ถือว่าเป็น
“สวรรค์ด้านสุขภาพ” ประเทศหนึ่งในโลก






