
ไทยลุยพัฒนาการค้าชายแดน
บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลไทยกำลังจะเปลี่ยนชายแดนที่เคยเป็นเขตสู้รบ ให้กลายเป็นตลาดการค้าชายแดนที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จากเดิมที่เคยเป็นพื้นที่ของกลุ่มกบฏชาวกะเหรี่ยง การลักลอบค้าปืน ฝิ่น ไม้ และอัญมณี รวมทั้งการค้ามนุษย์ ให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยสร้างแรงจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษี ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน
บลูมเบิร์ก รายงานว่า รัฐบาลไทยกำลังจะเปลี่ยนชายแดนที่เคยเป็นเขตสู้รบ ให้กลายเป็นตลาดการค้าชายแดนที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จากเดิมที่เคยเป็นพื้นที่ของกลุ่มกบฏชาวกะเหรี่ยง การลักลอบค้าปืน ฝิ่น ไม้ และอัญมณี รวมทั้งการค้ามนุษย์ ให้กลายเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยสร้างแรงจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษี ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องสำคัญในการดึงดูดนักลงทุน
ทว่า การปรับลดภาษีอย่างเดียวคงยังไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงระดมทุนจากการขายพันธบัตรและเงินทุนจากส่วนต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ในระยะเวลา 7 ปี โดยการลงทุนนั้นมีมูลค่ากว่า 8.3 หมื่นล้านบาท
แนวความคิดดังกล่าวยังรวมไปถึงการใช้เงินราว 2,400 ล้านบาท ในการลงทุนไปยังจีนและอินเดีย ซึ่งเป็น 2 ประเทศที่เป็นกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ของเอเชียด้วย
ไทยนับว่าเป็นศูนย์กลางการค้าของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ไม่ว่าจะเป็นระยะทางของไทยกับจีนที่ห่างกันเพียง 200 กิโลเมตร โดยแม่น้ำเมย อ.แม่สอด จ.ตาก นับว่าเป็นทางเชื่อมต่อสายสำคัญของทั้งสองประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาซึ่งมีสะพานเศรษฐกิจเชื่อมไปยังอินเดีย
ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูการค้าชายแดนนับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยได้ ด้วยการยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านให้เพิ่มมากขึ้นเป็น 2-3 เท่า
ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2015 นี้ การค้าชายแดนของไทยกับเมียนมา เวียดนาม กัมพูชา และลาว ปรับเพิ่มขึ้นไปมาก โดยตัวเลขส่งออกขยายตัวถึง 8.1% อยู่ที่ราว 5.1 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% จากการส่งออกทั้งหมดของประเทศ โดยการค้าชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก นั้นอยู่ที่ 71 ล้านบาท ปรับเพิ่มถึง 250% จากช่วง 3 ปีก่อนหน้า
เขตเศรษฐกิจพิเศษอาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเอเชีย เพราะช่วงทศวรรษ 80 จีนได้เดินหน้าเขตเศรษฐกิจพิเศษถึง 5 แห่ง รวมถึงในเมืองเสิ่นเจิ้น ซึ่งเป็นเมืองชายแดนริมฝั่งตรงข้ามกับเกาะฮ่องกง และกลายมาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดแล้ว หากเทียบกับ อ.แม่สอด ที่อยู่ใกล้กับเมียนมาเพียงแค่ 100 เมตรเท่านั้น ก็คาดว่าพื้นที่การค้าชายแดนแห่งนี้น่าจะกลายมาเป็นเขตเศรษฐกิจที่เติบโตได้อย่างเมืองเสิ่นเจิ้นไม่ยากนัก
ในปี 2015 นี้ ธนาคารโลกคาดว่าเมียนมาซึ่งเคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก จะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจถึง 8.5% หรือโตได้เร็วกว่าจีนและอินเดีย โดยการค้าชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ จะส่งผลต่อเศรษฐกิจของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ของไทย และย่างกุ้งของเมียนมา รวมทั้งการวางแผนสร้างทางรถไฟแนวตะวันออก-ตะวันตก และโครงข่ายเส้นทางที่เชื่อมต่อไปท่าเรือของเวียดนามในเมืองดานัง กับอินเดีย ย่อมส่งผลดีกับเศรษฐกิจลาว ไทย และเมียนมาด้วย
รศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล ผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า แม้ในวันนี้แม่สอดจะเป็นเพียงอำเภอหนึ่ง แต่ในอนาคตจะกลายมาเป็นเมืองที่สำคัญแห่งหนึ่ง







