posttoday
รางวัล-สินบนนำจับ ใบเสร็จฉ้อราษฎร์  (3)

รางวัล-สินบนนำจับ ใบเสร็จฉ้อราษฎร์ (3)

09 พฤศจิกายน 2558

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

การปฏิรูประบบราชการ เป็นงานหินสำหรับ คสช. การจะเปลี่ยนแนวความคิดของระบบราชการ องค์กรที่มีผู้คนมากที่สุด ไม่อาจทำได้ภายใน 2-3 ปี

บังเอิญในช่วงเวลานี้ มีข่าวเกี่ยวกับการส่งเสริมการลงทุนที่รัฐบาลกำลัง ลด แลก แจก แถม ให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนต่างชาติ เชิญชวนให้มาลงทุนในประเทศ แต่ก็มีข่าวอีกด้านหนึ่งว่า อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้องคดีบริษัทบุหรี่รายใหญ่ ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีอากรนำเข้ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ด้วยการแจ้งราคาต่ำกว่าราคาจริง

การตรวจสอบติดตามการเลี่ยงภาษีของผู้ประกอบการ หากเป็นการกระทำโดยสุจริตก็เป็นสิ่งที่น่าส่งเสริมและไม่ต้องกลัวว่านักลงทุนจะหนี แต่หากเป็นการตรวจสอบและดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ใช้อำนาจหน้าที่ไปข่มขู่ เพื่อหวังเงินรางวัล-สินบน 55% ย่อมเป็นการทำลายบรรยากาศการลงทุน

กรณีบริษัทบุหรี่ เป็นมหากาพย์เรื่องหนึ่ง เป็นการตรวจสอบของ DSI ไม่ใช่การดำเนินการของกรมศุลกากรหรือกรมสรรพสามิต หากบริษัทบุหรี่ยอมเสียภาษี DSI ก็จะได้รางวัล-สินบนนำจับจำนวนมหาศาลเอง ไม่เกี่ยวกับกรมศุลกากรหรือกรมสรรพสามิต ส่วนข้อเท็จจริงในคดีนี้ จะเป็นการแจ้งราคาต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ คงต้องรอการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป               

สำหรับการตรวจสอบภาษีของกรมศุลกากรที่โด่งดังในช่วงเวลานี้ น่าจะเป็นกรณีการประเมินภาษีบริษัท โตโยต้า ที่นำเข้าชิ้นส่วนเพื่อประกอบรถยนต์ Hybrid รุ่น Prius ตั้งแต่ปี 2553-2555 โดยผ่านการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรในขณะนำเข้าแล้วว่าเป็นการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ โดยบริษัท โตโยต้า ใช้สิทธิ JTEPA และสิทธิ Hybrid Part ในการนำเข้าเพื่อเสียภาษีในอัตราต่ำ ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ในประเทศ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ศุลกากรกลุ่มหนึ่งอ้างว่าได้ตรวจสอบแล้ว เห็นว่าชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเป็นรถ Prius เป็นการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป เนื่องจากชิ้นส่วนที่นำเข้า มีลักษณะเป็นสาระสำคัญ (Essential Character) ของรถยนต์สำเร็จรูป จึงต้องเสียภาษีในอัตรารถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป ซึ่งมีอัตราภาษีสูงหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

กรมศุลกากรได้กำหนดหลักเกณฑ์ของชิ้นส่วนที่มีลักษณะเป็นสาระสำคัญของรถยนต์ไว้ ให้หมายถึง เชสซี เครื่องยนต์ พวงมาลัย

หลักเกณฑ์ดังกล่าว ถ้าอ่านดูเพียงผิวเผิน จะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก เพราะการประกอบรถยนต์สำเร็จ ถ้าไม่นำชิ้นส่วนที่เป็นสาระสำคัญของรถยนต์เข้ามาแล้ว จะประกอบเป็นรถยนต์ทั้งคันได้อย่างไร หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะบังคับใช้กันอย่างไร

การใช้กฎหมาย จะต้องดูที่มาของกฎหมาย ดูเจตนารมณ์ของกฎหมาย จึงจะใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้องเป็นธรรม หลักเกณฑ์ของกรมศุลกากรดังกล่าว ออกมาเพื่อป้องกันพวกศรีธนญชัยที่ต้องการหลีกเลี่ยงกฎหมาย หลีกเลี่ยงภาษี

กล่าวคือ กฎหมายห้ามนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปที่เป็นรถเก่า ส่วนรถใหม่นำเข้าได้ แต่จะต้องเสียภาษีในอัตราสูง ทั้งนี้เป็นการตั้งกำแพงภาษีเพื่อป้องกันไม่ให้นำรถยนต์สำเร็จรูปเข้ามา เพราะจะกระทบกับอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ในประเทศ

การที่ต้องออกกฎเกณฑ์อย่างนี้ เพราะมีพ่อค้าหัวใส (น่าจะร่วมมือหรือได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรเอง) ที่ต้องการนำรถยนต์ใช้แล้วทั้งคันเข้ามาในประเทศ ได้ถอดประกอบชิ้นส่วนรถยนต์ ให้ดูไม่เป็นสภาพรถยนต์สำเร็จรูป เช่น ถอดเบาะออก หรือถอดประกอบเชสซี เครื่องยนต์ แยกชิ้นส่วน ทำให้ดูเสมือนว่าเป็นชิ้นส่วนของรถยนต์ ไม่ใช่รถยนต์ทั้งคัน เพื่อเลี่ยงข้อห้ามนำเข้ารถยนต์ใช้แล้ว และเสียภาษีในอัตราชิ้นส่วน อะไหล่รถยนต์ ซึ่งมีอัตราภาษีถูกกว่ารถยนต์สำเร็จรูป

ฉะนั้น ชิ้นส่วนรถยนต์ที่มีลักษณะเป็นสาระสำคัญตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงหมายถึงชิ้นส่วนที่เคยประกอบกันเป็นรถยนต์สำเร็จรูป ไม่ใช่ชิ้นส่วนใหม่ที่ไม่เคยประกอบเป็นรถยนต์มาก่อน

แต่เจ้าหน้ากรมศุลกากรบางคนบางกลุ่ม ตีความว่า การนำชิ้นส่วนรถยนต์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญเข้ามา แม้จะเป็นของใหม่ก็เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าวด้วย จะต้องเสียภาษีในอัตรานำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป

การตีความของเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรอย่างนี้ จะมีผลเท่ากับว่าอุตสาหกรรมการประกอบรถยนต์ในประเทศไม่สามารถทำได้เลย

เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ ตีความการนำเข้าชิ้นส่วนเพื่อผลิตรถ Prius ของของบริษัท โตโยต้า ว่าเป็นการนำเข้าสำเร็จรูป กล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงภาษี พร้อมกับประเมินภาษีอากรกว่าหมื่นล้านบาท

การตีความกฎหมายเพื่อประเมินภาษีอย่างนี้ ย่อมกระทบถึงการลงทุนโดยตรง ในวันนี้บริษัท โตโยต้า ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ ได้ประกาศยกเลิกการประกอบรถโตโยต้า Prius ซึ่งเป็นรถที่ยังมียอดขายสูง ยังเป็นที่นิยมของตลาด เป็นรถเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงทางเลือก

การประกาศหยุดการประกอบรถ Prius เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย น่าจะเป็นมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงจากโตโยต้า เพราะไม่มีเหตุผลที่โตโยต้าจะหยุดการจำหน่ายรถยนต์รุ่นนี้ โตโยต้าน่าจะมั่นใจในข้อกฎหมาย จึงกล้าตอบโต้กรมศุลกากรอย่างนี้ หากกรมศุลกากรยังจะใช้วิธีเดิมๆ คือ การใช้คดีอาญาบีบผู้บริหารชาวต่างชาติ อาจเป็นเหตุให้กระทบต่อการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ในบ้านเราได้

วิธีการเดิมที่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรบางส่วนนำมาใช้ คือ การดำเนินคดีอาญา เพราะรู้ดีว่านักลงทุนต่างชาติกลัวคดีอาญา และแม้จะเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต นักลงทุนต่างชาติก็ไม่ต้องการฟ้องข้าราชการเหล่านี้ เพราะไม่มีใครต้องการสร้างความขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐ

อย่างไรก็ตาม ความอดทนของคนไม่ว่าชาติไหน ย่อมมีขีดจำกัด กรณีโตโยต้า ผมคาดเดาเอาเองว่า โตโยต้ากำลังต่อสู้กับกรมศุลกากร เพื่อให้กระบวนยุติธรรมเป็นผู้ชี้ขาดตัดสิน

หากศาลเห็นว่า โตโยต้าหลีกเลี่ยงภาษี โตโยต้าก็สมควรจ่ายเงินภาษีให้ครบถ้วน ข้าราชการผู้ประเมินจะได้รางวัล-สินบนนำจับตามกฎหมายก็ไม่ว่ากัน แต่หากกลับกัน โตโยต้าไม่ผิด การประเมินเป็นการใช้อำนาจโดยไม่สุจริต ข้าราชการผู้ประเมินจะรับผิดชอบอย่างไร

รองสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จะพิทักษ์ความถูกต้องให้ได้หรือไม่

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก