
โลกลุ้นเลือกตั้งพม่า จับตาศก.ในมือรัฐบาลใหม่
การเลือกตั้งอย่างเสรีเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีของเมียนมา ได้รับการจับจ้องเป็นพิเศษจากประชาคมโลก
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
การเลือกตั้งอย่างเสรีเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปีของเมียนมา ได้รับการจับจ้องเป็นพิเศษจากประชาคมโลก ไม่ใช่เพราะเป็นการตัดสินอนาคตเส้นทางประชาธิปไตยของเมียนมาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมา พร้อมอนาคตทางเศรษฐกิจของ 10 ชาติอาเซียนและทั้งเอเชียด้วย
เพราะแม้จะเปิดประเทศรอบใหม่แล้วแต่ก็ยังไม่ใช่ระบบตลาดเสรีเต็มร้อย เศรษฐกิจยังถูกผูงโยงอยู่กับการเมืองเป็นหลัก ในลักษณะที่ซับซ้อนมากขึ้น ไม่ใช่ประเทศที่สามารถเข้าไปเจรจาต้าอ่วยแบบเงียบๆ กับนายทหารระดับสูงเพียงไม่กี่คนแล้วจะได้สัญญาณสัมปทานน้ำมัน ก๊าซ ป่าไม้ และเหมืองพลอยเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป แต่กำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ เมียนมาหลังการเปิดประเทศยังมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ ญี่ปุ่นต้องการลงทุนโครงการท่าเรือน้ำลึกในเมียนมา เพื่อย่นระยะเวลาส่งออกผ่านมหาสมุทรอินเดียไปยังยุโรปและตะวันออกกลาง เป็นหนึ่งในเส้นทางการลงทุนสำคัญในภาคพื้น อินโดจีนที่รวมเมียนมา ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เช่นเดียวกับสหรัฐที่ต้องการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในอาเซียน โดยขยายฐานการผลิตในเวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาเป็นรายต่อไป หลังจากที่จีนถูกเมียนมากันออกมาอยู่วงนอกมากขึ้น
ซาอิด ซิมส์ เตียว ผู้อำนวยการบริษัท คริสไลท์ ผู้ผลิตหลอดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้ารายใหญ่จากสิงคโปร์ กล่าวกับแชนแนล นิวส์ เอเชีย ว่า ต้องการขยายธุรกิจไปยังเมียนมาด้วย จากเดิมที่มีแผนขยายการลงทุนไปยังจีน เวียดนาม และอินโดนีเซียเท่านั้น เนื่องจากเมียนมาเพิ่งเปิดประเทศได้เพียงกว่า 20 ปี ดังนั้น ยิ่งเข้าไปลงทุนรายแรกๆ ก็ยิ่งได้เปรียบ ทว่าก็ต้องไม่ลืมที่จะดูสัญญาณทางการเมืองในเมียนมาด้วย
ยิ่งเลือกตั้งครั้งนี้เสรีมากขึ้นและล็อกผลได้น้อยลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง 5 ปีก่อน นักลงทุนต่างชาติจึงยิ่งวิตกถึงอนาคตโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่ยังคาดเดาได้ยาก โดยเฉพาะหากฝ่ายค้านพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ชนะเลือกตั้ง หรือได้เข้ามาอยู่ในรัฐสภามีปากมีเสียงต่อการตัดสินใจด้านนโยบายมากขึ้นกว่าเดิม
ความกังวลนี้สะท้อนให้เห็นผ่านตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (เอฟดีไอ) ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ต.ค.ปีนี้ ลดลงมาอยู่ที่ 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 1.3 แสนล้านบาท) จาก 4,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.43 แสนล้านบาท) ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าจำนวนโครงการลงทุนที่ขอรับอนุมัติจะเพิ่มขึ้น 55 โครงการก็ตาม
วอลสตรีท เจอร์นัล ได้อ้างความเห็นนักธุรกิจและนักการทูตต่างชาติจำนวนหนึ่งว่า ในกลุ่มนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ เริ่มกังวลกันว่าหากอองซานซูจีและพรรคเอ็นแอลดีชนะการเลือกตั้ง ทิศทางเศรษฐกิจในเมียนมาอาจเปลี่ยนไปโดยที่ไม่สามารถคาดเดาอย่างชัดเจนได้ เพราะแกนนำพรรคฝ่ายค้านไม่ค่อยได้เน้นถึงเรื่องเศรษฐกิจมากนัก และยังไม่ต้องการให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปร่วมลงทุนกับรัฐบาล หรือบริษัทของรัฐ เนื่องจากมองว่าเป็นการยอมรับและสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมามากขึ้น
บางครั้งความถูกต้องของหลักการประชาธิปไตยก็อาจไม่ไปด้วยกันกับมุมมองของระบบเสรีทุนนิยมซูจี เคยประกาศชัดเจนว่าไม่ต้องการร่วมมือกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติเมียนมาเนื่องจากมีประเด็นความไม่โปร่งใส โดยอยากให้ต่างชาติเน้นการลงทุนด้านเกษตรกรรมมากกว่า นอกจากนี้ยังเคยสนับสนุนให้บริษัทยานยนต์หันมาผลิตจักรยานป้อนตลาดเมียนมามากขึ้นแทน เพื่อรองรับประชากรส่วนใหญ่ในชนบท ซึ่งไม่ได้มีวิถีชีวิตแบบเดียวกับคนเมืองในย่างกุ้ง เนย์ปิดอว์ หรือมัณฑะเลย์
ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมถึงความท้าทายในการบริหารจัดการกับชนกลุ่มน้อยในเมียนมา ที่เป็นปัญหาสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งต่อการเข้าไปลงทุนทำธุรกิจ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลเต็งเส่ง สามารถเจรจาบรรลุข้อตกลงหยุดยิงหรือประนีประนอมกับชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่มได้ แต่ฝ่ายค้านของซูจียังไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในด้านนี้
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง หากซูจีได้รับชัยชนะและได้จัดตั้งรัฐบาลก็มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศไปได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากจะได้รับแรงสนับสนุนจากประชาคมโลก โดยเฉพาะฝั่งสหรัฐและสหภาพยุโรป จากเดิมที่นักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ในเมียนมามักมาจากฝั่งเอเชียเป็นหลัก เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่น
ที่ปรึกษาทำเนียบขาวสหรัฐ เบน โรดส์ ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า หากเมียนมาสามารถพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสมากเพียงพอ สหรัฐก็อาจพิจารณาผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรกับเมียนมามากขึ้น จากปัจจุบันที่ยังมีการติดแบล็กลิสต์ห้ามเข้าไปร่วมลงทุนและทำการค้าอยู่บางรายการ เช่น ธนาคารพาณิชย์ สายการบิน โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม และบริษัทเอกชนหลายแห่งที่รัฐบาลถือหุ้น หรือมีเศรษฐกิจเมียนมาติดแบล็กลิสต์บางรายลงทุนอยู่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือกรณีที่กลุ่มธนาคารอย่าง ซิตี้กรุ๊ป แบงก์ออฟอเมริกา และเอชเอสบีซี ระงับการทำธุรกรรมทางการเงินกับท่าเรือน้ำลึกย่างกุ้ง เนื่องจากมีมหาเศรษฐีคนดัง สตีเวน ลอว์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ หลอชิงฮัน ที่ติดแบล็กลิสต์จากการค้ายาเสพติดกับชนกลุ่มน้อยไทใหญ่เป็นผู้ถือหุ้นอยู่ด้วย แม้ว่าปัจจุบันหลอชิงฮันจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดี เต็งเส่ง แม้อาจจะยังได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลทหารในคราบพลเรือน เพราะสามารถกุมอำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติได้ถึง 25% และพลเรือนหลายคนในสภาก็เป็นอดีตนายทหารทั้งสิ้น แต่เต็งเส่งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วเช่นกันว่า ได้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจเมียนมาจริง ทั้งภาคพลังงานที่อยู่ระหว่างปรับแผนจากการเน้นส่งออกเป็นการบริโภคภายใน ทั้งการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น
ในปี 2014 ที่ผ่านมา เมียนมาสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเอฟดีไอได้ถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.8 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากในปี 2013
ทว่าหากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ของรัฐบาลและพันธมิตรชนะการเลือกตั้ง แนวทางปฏิรูปเศรษฐกิจเมียนมาอาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก และค่อยๆ ปฏิรูปไปอย่างช้าๆ ตามสไตล์ทหารเก่าที่ไม่ชินกับระบบตลาดเสรี ซึ่งล่าสุดทางการเมียนมาเพิ่งประกาศควบคุมการเข้า-ออกของเงินเหรียญสหรัฐอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยยกเลิกใบอนุญาตค้าเงินของบริษัทรับแลกเงินต่างชาติ เช่นเดียวกับการเปิดตลาดหุ้นเมียนมาที่ช้ากว่ากำหนดเดิมออกไปเกินคาด แม้จะได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่นก็ตาม
อองไนอู เลขาธิการคณะกรรมการการลงทุนเมียนมา (เอ็มไอซี) ได้ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า จะไม่มีการชะลอการลงทุนจากต่างชาติและเชื่อว่าหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลง และสถานการณ์ในเมียนมากลับสู่ความสงบ การลงทุนจากต่างชาติน่าจะเริ่มไหลกลับเข้ามาตามปกติ
เพราะอนาคตของเศรษฐกิจอาเซียนที่ต้องไปด้วยกันทั้งกลุ่มในยุคการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนอย่างเข้มข้น อาจจะไม่สมบูรณ์ได้ถ้าไม่มีเมียนมาหลังผ่านการปฏิรูปในวันนี้







