posttoday
กมธ.เพิ่มกรอบ​คุมเข้ม กำไลอิเล็กทรอนิกส์​ผู้ต้องหา

กมธ.เพิ่มกรอบ​คุมเข้ม กำไลอิเล็กทรอนิกส์​ผู้ต้องหา

06 พฤศจิกายน 2558

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้มีวาระสำคัญที่จะพิจารณาคือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้มีวาระสำคัญที่จะพิจารณาคือ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวผู้ที่ถูกปล่อยชั่วคราว หลักเกณฑ์การบังคับคดีผู้ประกัน และการอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว) ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว

เนื้อหาร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการกำหนดรายละเอียด เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์​มาใช้ในการบังคับตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดย​ให้อุปกรณ์ดังกล่าวในการติดตามตัวผู้ถูกปล่อยชั่วคราว ถ้ามีการทำลายอุปกรณ์ดังกล่าว หรือทำให้ใช้การไม่ได้ ไม่ว่าโดยวิธีใด ให้สันนิษฐานว่า ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวนั้นหนีหรือจะหลบหนี และมิให้เรียกหลักประกันเกินสมควร เพื่อให้ผู้ต้องหาและจำเลยมีโอกาสได้รับการปล่อยชั่วคราวมากขึ้น

นอกจากนี้ สมควรกำหนดให้มีการสั่งงดการบังคับตามสัญญาประกัน หรือลดจำนวนเงินที่ต้องใช้ตามสัญญาประกัน โดยคำนึงถึงความพยายามของผู้ประกันในการติดตามผู้ที่หลบหนี รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นว่ามีมากน้อยเพียงใด อีกทั้งแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การบังคับตามสัญญาประกันในกรณีที่ต้องมีการบังคับคดี โดยเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดี เพื่อให้การบังคับตามสัญญาประกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตราสำคัญ คือ มาตรา 3 ที่เป็นการไปแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 108 วรรคสาม เป็น “ในการอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจสั่งให้ปล่อยชั่วคราว หรือศาลจะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับที่อยู่หรือเงื่อนไขอื่นใดให้ผู้ถูกปล่อยชั่วคราวปฏิบัติ หรือในกรณีที่ผู้นั้นยินยอมจะสั่งให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใดที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราวก็ได้ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการหลบหนี หรือภัยอันตราย หรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น”

มาตรานี้ทาง กมธ.ได้เพิ่มเนื้อหาท่อนท้ายว่า “แต่ถ้าผู้ถูกปล่อยชั่วคราวมีอายุไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์ แม้ผู้นั้นยินยอมจะสั่งให้ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวได้ต่อเมื่อผู้นั้นมีพฤติการณ์ที่อาจเป็นภัยต่อบุคคลอื่นอย่างร้ายแรง”

ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่มาตรา 4 ซึ่งกำหนดว่า “การเรียกประกันหรือหลักประกันตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองจะเรียกจนเกินควรแต่กรณีมิได้ และต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและมาตรการป้องกันต่างๆ ที่ได้ใช้กับผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวประกอบด้วย ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือข้อบังคับของประธานศาลฎีกาแล้วแต่กรณี”

ขณะที่มาตราซึ่ง กมธ.มีการปรับแก้ไขอีกมาตรา คือ มาตรา 5 ซึ่งมาตรานี้เป็นการเพิ่มเติมวรรคสองของมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยระบุว่า ​ “ในกรณีที่มีคำสั่งให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรืออุปกรณ์อื่นใด (ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราว) ตามมาตรา 108 วรรคสาม กับผู้ต้องหาหรือจำเลยใด ถ้า (มีการทำลาย) หรือทำให้ใช้การ
ไม่ได้ไม่ว่าโดยวิธีใด ให้สันนิษฐานว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นหนีหรือจะหลบหนี”

โดยทาง กมธ.ได้เพิ่มเติมเนื้อหาตามที่อยู่ในวงเล็บ คือ (ที่สามารถใช้ตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกปล่อยชั่วคราว) และเพิ่มเติมในส่วนของการป้องกันการ “ทำลาย” จากเดิมที่ใช้แค่คำว่า “ทำให้ใช้การไม่ได้โดยวิธีใด”

ถัดมาที่มาตรา 6 ซึ่งเป็นการยกเลิกมาตรา 119 และให้ใช้ข้อความต่อไปนี้ “ในกรณีผิดสัญญาประกันต่อศาล ศาลมีอำนาจสั่งบังคับตามสัญญาประกันหรือตามที่ศาลเห็นสมควร ทั้งนี้ ศาลอาจสั่งงดการบังคับตามสัญญาประกัน หรือลดจำนวนเงินที่ต้องใช้ตามสัญญาประกันก็ได้ โดยคำนึงถึงความพยายามของผู้ประกันในการติดตามตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนี รวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นว่ามีมากน้อยเพียงใด ประกอบด้วย และเมื่อศาลสั่งประการใดแล้ว ฝ่ายผู้ถูกบังคับตามสัญญาประกันหรือพนักงานอัยการมีอำนาจอุทธรณ์ได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด

มาตรานี้ทาง กมธ.เพิ่มเติมเนื้อหาต่อท้ายว่า “เงินสดหรือหลักทรัพย์อื่นที่นำมาวางต่อศาลเพื่อเป็นหลักประกันตามมาตรา 114 ไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกยึดหรืออายัดเพื่อชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้อื่นจนกว่าความรับผิดตามสัญญาประกันจะระงับสิ้นไป เว้นแต่ศาลเห็นว่าหนี้ของเจ้าหนี้นั้นมิได้เกิดจากการฉ้อฉลและมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว”

อีกประเด็นสำคัญที่ กมธ.เพิ่ม คือ มาตรา 7 “เมื่อครบสามปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าและภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์อื่นใดตามมาตรา 108 วรรคสามแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.นี้ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรให้เก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ถูกปล่อยชั่วคราวที่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าว ให้กำหนดอัตราค่าใช้จ่าย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขใน พ.ร.ฎ. ซึ่งต้องมีข้อยกเว้นในการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ที่ไม่มีทรัพย์สินพอที่จะชำระด้วย​

ส่วนจะผ่านความเห็นชอบประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไปหรือไ่ม่ ต้องรอติดตามในที่ประชุม สนช.วันนี้

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก