posttoday
สิ่งที่นักการเมืองต้องเรียนรู้

สิ่งที่นักการเมืองต้องเรียนรู้

05 พฤศจิกายน 2558

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบนักการเมือง แต่เราก็หลีกหนีคนประเภทนี้ไม่ได้ วันหนึ่งเราจะมีการเลือกตั้ง มีนักการเมืองมาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ที่ผ่านมาเราเห็นนักการเมืองหลายคนพูดถึงผลประโยชน์แห่งชาติ ฯลฯ แต่เราไม่คิดว่าเขาจะเข้าใจคำนี้มากนัก โดยสังเกตดูจากพฤติกรรมที่แสดง บางครั้งนักการเมืองก็สับสน คิดว่าผลประโยชน์แห่งชาติเป็นผลประโยชน์ของตน ก็มีให้เห็นบ่อยๆ ทำให้บ้านเมืองเสียหาย ดังนั้น นักการเมืองที่เป็นผู้บริหารประเทศ ต้องเข้าใจว่าผลประโยชน์แห่งชาติคืออะไร

คำว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติ” นี้ บางทีเขาก็เรียกว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” ที่ทุกชาติจะต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย การกำหนดนโยบายต่างประเทศของรัฐต่างๆ จะอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ และต้องหาทางไปถึงให้ได้

สหรัฐอเมริกา ถือว่าสิ่งใดที่ประธานาธิบดีตกลงใจเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติ สิ่งนั้นถือว่าถูกต้องเสมอ สหรัฐถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ยึดเอาผลประโยชน์แห่งชาติมาเหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสิ่งนั้นหรือการกระทำนั้นจะเหมาะสม ถูกต้องในสายตาของชาวโลกหรือไม่ แต่สหรัฐถือว่าถูกต้องสำหรับตน สหรัฐมองว่าการส่งทหารบุกอิรักและอัฟกานิสถาน การล้มรัฐบาลกัดดาฟี การสนับสนุนกลุ่มไอซิสเพื่อโค่นล้มประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ

รัสเซีย ถือว่าการช่วยเหลือกบฏยูเครนแบ่งแยกดินแดน หรือการส่งเครื่องบินรบไปช่วยรัฐบาลซีเรียถล่มกบฏไอซิส เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของตน จีนถือว่าการสร้างสนามบินและพัฒนากำลังทางเรือในหมู่เกาะสแปรตลีย์ ถือว่าเป็นผลประโยชน์แห่งชาติของจีน เกาหลีเหนือถือว่าการพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์และจรวดระยะไกลติดหัวรบนิวเคลียร์ เพื่อป้องปรามและป้องกันการโจมตีจากสหรัฐเป็นผลประโยชน์แห่งชาติตน ใครจะประณามก็ช่าง ผู้นำทุกประเทศถือว่าสิ่งใดก็ตามที่เป็นการปกป้อง คุ้มครอง เพิ่มเติมผลประโยชน์แห่งชาติตน สิ่งนั้นถือว่าเป็นความชอบธรรมของตน

มีนักคิดให้ “คำจำกัดความ”ของคำว่าผลประโยชน์แห่งชาติ คือ สิ่งที่ชาติหนึ่งรู้สึกว่าจำเป็นเพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของประเทศ เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องต้องรักษา ปกป้อง หรือต่อสู้เพื่อให้บรรลุผลในความสัมพันธ์กับชาติอื่น องค์ประกอบที่สำคัญของผลประโยชน์แห่งชาติ คือ “ความอยู่รอดปลอดภัย” และ “อัตลักษณ์” ของชาติซึ่งประกอบด้วย (1) “ด้านกายภาพ” หรือดินแดน (2) “ด้านการเมืองและเศรษฐกิจ” เช่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และระบบเศรษฐกิจเสรีแบบเศรษฐกิจพอเพียง (3) “ด้านวัฒนธรรม” ได้แก่ ค่านิยมและมรดกทางประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียม

ผลประโยชน์แห่งชาติมีสอง “ประเภท” ใหญ่ๆ คือ ผลประโยชน์ที่ “สำคัญยิ่ง” หรือผลประโยชน์หลัก หรือผลประโยชน์ถาวรระยะยาว กับผลประโยชน์ที่ “ไม่สำคัญยิ่ง” หรือผลประโยชน์รองซึ่งแปรเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ สำคัญน้อยกว่าแต่ก็จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของรัฐ รัฐมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่งของชาติ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ความอยู่รอดปลอดภัยของชาติ ใครจะมาเอาเราเป็นเมืองขึ้น หรือเอาดินแดนเราไป เราไม่ยอม ใครจะมาเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่น ครั้งหนึ่ง พคท.โดยการสนับสนุนจากนอกประเทศพยายามเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ เราไม่ยอม ต้องสู้กันอยู่นับสิบปี ส่วนผลประโยชน์ที่ไม่สำคัญยิ่งนั้น ผู้บริหารประเทศไม่ต้องตกลงใจถึงขั้นทำสงคราม เพราะบางทีเป็นเรื่องการก่อกวนจากกลุ่มการเมือง กลุ่มอิทธิพล กลุ่มศาสนา กลุ่มศีลธรรม กลุ่มเอ็นจีโอ กลุ่มสิทธิมนุษยชน

ในประวัติศาสตร์เราได้เห็นการที่ชาติหนึ่งตัดสินใจทำสงครามกับอีกชาติ อาจด้วย “วัตถุประสงค์” เพื่อแสวงหาความมั่งคั่งให้กับประเทศ หรือเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ อุดมการณ์ทางการเมือง ผดุงความยุติธรรม เกียรติภูมิ หรือสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง ทำให้ตนเองเป็นมหาอำนาจ การปกป้อง คุ้มครองผลประโยชน์แห่งชาติอาจมีวัตถุประสงค์เดี่ยวหรือหลายวัตถุประสงค์พร้อมกันก็ได้

ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเทศต่างๆ ดำเนินความสัมพันธ์บนผลประโยชน์ของชาติตน เราเรียกว่า “ผลประโยชน์ระหว่างประเทศ” ซึ่งในกรณีที่ (1) ผลประโยชน์สองฝ่ายสอดคล้องกัน ความสัมพันธ์ก็เป็นไปอย่างราบรื่น (2) กรณีที่ผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกันแต่พอประนีประนอมกันได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการขัดแย้งในผลประโยชน์ที่ไม่สำคัญยิ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศก็ยังดีอยู่ (3) ผลประโยชน์สำคัญยิ่งของสองชาติขัดแย้งกัน ซึ่งไม่มีทางประนีประนอมกันได้ ความสัมพันธ์ก็เลวร้ายจนอาจนำไปสู่สงครามระหว่างกันได้ อย่างไรก็ดี “เมื่อเวลาเปลี่ยน ผลประโยชน์แห่งชาติก็อาจเปลี่ยนไปได้”

ถือว่าเป็นความชอบธรรมและเป็นหน้าที่ของทุกรัฐที่จะต้องทำให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายของผลประโยชน์แห่งชาติของตน “เครื่องมือ” ที่ถูกนำมาใช้ในการนี้ประกอบด้วย (1) การทูต ที่สามารถลดความร้อนแรง หาทางประนีประนอมกันซึ่งต่างฝ่ายต่างหาทางให้ตัวเองได้ประโยชน์มากที่สุด แต่ก็ต้องมีทั้ง “ให้” และ “รับ” (2) การโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งวันนี้อาจเรียกว่าเป็น “การปฏิบัติการด้านข่าวสาร” ผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อดิจิทัล (3) มาตรการทางด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะชาติที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าอาจใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ หรือเสนอสิ่งแลกเปลี่ยน (4) การสร้างกลุ่มพันธมิตร หรือการหาพวกให้ได้มากกว่าฝ่ายตรงข้าม ดึงคนจากฝ่ายตรงข้ามมาเป็นพวกเรา และ (5) การใช้มาตรการบีบบังคับ ซึ่งมักจะหมายถึงการใช้กำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่าเข้าจัดการ

นี่คือบทเรียนบทแรกสำหรับนักการเมืองยุคใหม่ที่เตรียมตัวเข้าสู่อำนาจและบริหารประเทศต่อไป นักการเมืองต้องเข้าใจว่าการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติคือ “หน้าที่ของรัฐ” ที่ต้องกระทำ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ