posttoday
ธนาคารกลางเคลื่อนทัพลุยกระตุ้นถึงปีหน้า

ธนาคารกลางเคลื่อนทัพลุยกระตุ้นถึงปีหน้า

04 พฤศจิกายน 2558

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ปัจจุบันธนาคารกลางทั่วโลกกำลังตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกันนักนั่นคือ การชักมาตรการออกมาใช้จนแทบจะหมดหีบไม้ตาย โดย แมทธิว บีสเลย์ หัวหน้าฝ่ายหลักทรัพย์ของเฮนเดอร์ซัน โกลบอล อินเวสเตอร์ บริษัทลงทุนในอังกฤษ ประเมินว่า ตลอดปี 2015 นี้มา ธนาคารกลางทั่วโลกมากกว่า 70% หันไปใช้มาตรการการเงิน “ผ่อนคลาย” กันมากขึ้น

เช่นล่าสุด ประเทศจีนที่เพิ่งหั่นอัตราดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2014 หรือออสเตรเลียที่ใช้ดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ 2% ต่อไป ในขณะเดียวกันธนาคารแห่งประเทศ
ไทย (ธปท.) ก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 2 ครั้งในปีนี้ อยู่ที่ 1.50% และประเทศอื่นๆ อีกที่เดินหน้ามาตรการการเงินแบบผ่อนคลาย

ที่สำคัญแนวโน้มการผ่อนคลายเพิ่มเติมเช่นนี้ยังมีแนวโน้มที่จะขยายวงต่อเนื่องไปยังธนาคารกลางอีกหลายแห่ง และลากยาวไปถึงปี 2016

สาเหตุหนึ่งที่สำคัญ เป็นเพราะเศรษฐกิจโลกที่ยังย่ำแย่ ทั้งการค้าที่ยังซบเซา และการปรับตัวลดลงของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทำให้ประเทศที่ขึ้นกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ย่ำแย่ไปตามๆ กัน รวมไปถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุคการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาการลงทุนไปยังการบริโภคในประเทศ

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าตลอดทั้งปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกกลับแทบจะไม่กระเตื้องขึ้นเลย แม้ว่ารัฐบาลหลายแห่ง โดยเฉพาะญี่ปุ่นและยุโรป จะงัดไม้ตายก้นหีบอย่างมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาใช้แล้วก็ตาม

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา หดตัวลงไป 1.2% โดยเศรษฐกิจจะตกสู่ภาวะถดถอยทันทีหากติดลบต่อกัน 2 ไตรมาส ดังนั้นหากตัวเลขไตรมาส 3 ที่ผ่านมาของญี่ปุ่นปรากฏออกมาเป็นลบญี่ปุ่นก็จะตกสู่ภาวะถดถอยทันที

ด้านยุโรป 2 ไตรมาสแรกของปีมีแนวโน้มดีกว่าปีที่แล้ว โดยไตรมาสแรกขยายตัวอยู่ที่ 0.5% และไตรมาส 2 ก็ทำได้ดีกว่าคาดที่ 0.4% ทว่าผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของยุโรปกลับปรับตัวลงเรื่อยๆ นับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อก็ตกลงเรื่อยๆ อีก อยู่ที่ 0% ในเดือน ต.ค.

ทั้งสองประเทศเป็นประเทศที่ทุ่มเงินกับคิวอีไปมหาศาล โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าซื้อคืนพันธบัตรตลอดทั้งปีไว้ที่ 80 ล้านล้านเยน (ราว 23 ล้านล้านบาท) และยุโรปที่ตั้งเป้าไว้ที่เดือนละ 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.34 ล้านล้านบาท)

สาเหตุที่ทั้งสองประเทศต้องงัดคิวอีออกมาใช้ เป็นไปในเหตุผลเดียวกับสหรัฐเมื่อครั้งเกิดวิกฤตนั่นคือ การหั่นดอกเบี้ยต่ำเข้าใกล้ศูนย์ไม่สามารถช่วยกู้เศรษฐกิจกลับขึ้นมาได้

ปกติแล้วการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยให้ผู้คนนำเงินที่ออมในธนาคารออกไปลงทุน แต่ในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจติดลบ การหั่นดอกเบี้ยกลับไม่ช่วยให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าว เพราะข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไม่สร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุนแต่อย่างใด หรือที่เรียกว่า “กับดักสภาพคล่อง”

ครั้นจะหันไปพึ่งมาตรการทางการคลัง ประเทศก็มีหนี้สาธารณะมหาศาลเกินกว่าจะเสี่ยงใช้งบขาดดุลต่อไปได้ ซึ่งเป็นสาเหตุให้มาตรการทางการคลังไม่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับญี่ปุ่นที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะอยู่ที่ 246.1% ของขนาดเศรษฐกิจในปีนี้เลยทีเดียว ในขณะที่ของยูโรโซนอยู่ที่ราว 91.90% ของขนาดเศรษฐกิจ

ดังนั้น “คิวอี” จึงเป็นทางออกเดียวของประเทศที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่ำจนแทบจะติดลบแต่ยังไม่เห็นผล เช่น ญี่ปุ่นอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.1% และของยุโรปอยู่ที่ 0.05%

อย่างไรก็ตาม การใช้คิวอีก็ยังคงไม่เห็นผลในภาคการบริโภคที่แสดงถึงการกระจายรายได้ไปสู่ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้น เช่น ความเชื่อมั่นของเยอรมนี ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของยุโรป สำหรับเดือน พ.ย.นี้ก็ปรับตัวลงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ.ที่ผ่านมา

และการใช้คิวอีจะทำให้เงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงเสียมากกว่าเศรษฐกิจภาคจริง จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุให้ญี่ปุ่นต้องผลักดันเจแปน โพสต์ รัฐวิสาหกิจไปรษณีย์ญี่ปุ่นเข้าสู่ตลาดหุ้น ด้วยการออกหุ้นเสนอขายครั้งแรก (ไอพีโอ) มูลค่าราว 1.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.26 แสนล้านบาท) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนนำเงินที่เก็บไว้ในธนาคารออกมาใช้จ่ายในตลาดหุ้นมากขึ้น

แต่เมื่อเทียบสัดส่วนกับประเทศที่ใช้คิวอีจนเสร็จสิ้นไปแล้วอย่างสหรัฐ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ระบุว่า ประชาชนที่ลงทุนในกองทุนหรือหุ้นคิดเป็นเพียง 16.3% ของประชาชนทั้งหมดเท่านั้น เมื่อเทียบกับสหรัฐที่มีการลงทุนดังกล่าวเกือบครึ่งหนึ่ง ในขณะที่การออมของคนญี่ปุ่นคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ 13.2%

ด้านยุโรปเองก็มีการลงทุนในสินทรัพย์น้อยกว่าสหรัฐเช่นเดียวกัน โดยสัดส่วนสินทรัพย์คิดเป็น 49% ของรายได้สุทธิครัวเรือนยุโรป เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ 82%

อย่างไรก็ตาม คิวอีกลับได้ผลในด้านของการอ่อนค่าเงินและช่วยมูลค่าการส่งออกของภาคเอกชนของยุโรปและญี่ปุ่นอย่างมหาศาล การค้าของญี่ปุ่นถึงขั้นเกินดุลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาเลยทีเดียว ในขณะที่การส่งออกของยุโรปก็ปรับตัวดีขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจมีผลงานเกินคาดเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา

ในขณะเดียวกัน แค่เพียง มาริโอ ดรากี ผู้ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ให้สัญญาณขยายคิวอีเพิ่มค่าเงินยูโรก็อ่อนค่าลงทันที ในขณะที่ตลาดหุ้นของยุโรปก็ปรับขึ้นตามไปด้วย เช่นเดียวกับด้านญี่ปุ่นที่เพียงแค่คาดการณ์บีโอเจจะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่ม ตลาดหลักทรัพย์ก็ปรับตัวไปในทิศทางดีขึ้นเช่นเดียวกัน

ในเมื่อที่ผ่านมาถึงการใช้คิวอีจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้ผลก็ตาม แต่ถ้าดูตัวต้นแบบคิวอีอย่างสหรัฐแล้ว ก็ใช้คิวอีมากถึง 3 ครั้ง ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2008 และเพิ่งยุติไปเมื่อเดือน ต.ค. 2014 โดยลงเงินไปมากกว่า 3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก่อนที่จะเห็นผล และการใช้จ่ายภาคการบริโภคของสหรัฐก็ปรับตัวฟื้นจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008

สำหรับบีโอเจและอีซีบีแล้ว เรียกได้ว่าเหลืออาวุธไม่มากที่จะงัดออกมาใช้ และการขยายคิวอีเพิ่มก็ถือเป็นหนึ่งในอาวุธที่เหลืออยู่ โดยคาดการณ์ว่าทั้งอีซีบีและบีโอเจจะเริ่มเคลื่อนไหวในช่วงปลายปี 2015 นี้ ในขณะเดียวกันสำหรับธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก ยังคงพอมีช่องให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้บ้างอยู่ โดยคาดว่าส่วนใหญ่จะรอดูทิศทางของ 4 แบงก์ใหญ่ในปลายปีนี้ คือ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน ก่อนเพื่อตัดสินใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายในรูปแบบของตัวเองต่อไป

หากเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าดำดิ่งลงไป ดังที่แต่ละประเทศต่างปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้า ไม่แปลกใจเลยถ้าธนาคารกลางจะงัดเอาอาวุธที่มีออกมาใช้ทุกวิถีทางหลังจากนี้

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ