
นิวนอร์มอล
หลังจากที่หารือกันมาตลอดสัปดาห์ที่แล้ว โดยแย้มผลออกมาแค่ประเด็นสังคมอย่างการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวเท่านั้น ล่าสุด ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2016- 2020 หรือ “แผน 5 ปี” ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยตั้งเป้าหมายจีดีพีที่ 6.5%
หลังจากที่หารือกันมาตลอดสัปดาห์ที่แล้ว โดยแย้มผลออกมาแค่ประเด็นสังคมอย่างการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวเท่านั้น ล่าสุด ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ก็ประกาศแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2016- 2020 หรือ “แผน 5 ปี” ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยตั้งเป้าหมายจีดีพีที่ 6.5%
ภายใน 5 ปีนี้จีนจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 6.5% หรือเท่ากับว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้านี้มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจจีนขนาดเกือบ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จะมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหายไปจากเดิมประมาณ 0.5%
และจะเป็น 0.5% ที่หมายถึงการส่งออก-นำเข้า ที่จะลดลงให้สมดุลกับยุคของการเติบโตอย่างพอเพียงแน่นอน
ที่จริงแล้วตัวเลขนี้ไม่มีอะไรใหม่จากที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์กันไว้ หลังจากที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวได้ต่ำกว่า 7% เป็นครั้งแรกในรอบราว 30 ปี ทั้งที่กระตุ้นทางการคลังไปหลายยก กระตุ้นทางการเงินไปก็หลายหน แต่ก็ไม่อาจต้านทานการค้าโลกที่ซบเซาได้
แถมกระตุ้นมากเกินไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะต้องมาแก้หนี้และฟองสบู่กันอีกขนานใหญ่ เหมือนที่มีตัวอย่างจากยุคของผู้นำคนก่อนมาแล้ว
แต่แผน 5 ปีรอบนี้ ก็เท่ากับว่ายุคของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงและนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง กำลังยอมรับภาวะเศรษฐกิจ
“นิวนอร์มอล” อย่างเป็นทางการว่าหมดยุคการเติบโตแบบอู้ฟู่ของเศรษฐีใหม่ที่ใช้เงินไม่บันยะบันยัง เพราะเศรษฐกิจจีนจำเป็นต้องเข้าสู่การปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง หากหวังที่จะเป็นมหาอำนาจที่แท้จริงในทศวรรษหน้า
ผู้นำจีนไม่หลอกตัวเองว่าเศรษฐกิจที่อยู่บนฐานการผลิตราคาถูกเป็นการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อจีนยิ่งโต แรงงานหรือต้นทุนอื่นๆ ก็ยิ่งแพงตาม ภาคการผลิตกำลังหันไปหาประเทศอื่นที่มีราคาถูกกว่าแทน เช่น ประเทศในอาเซียนที่กำลังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับเป็นลำดับ ตามการลงทุนที่กำลังหลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง
ถึงจะเป็นเกมที่โลกตะวันตกกำหนด แต่จีนเองก็ยอมรับว่านวัตกรรมและการพัฒนา คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้จีนโตได้ยั่งยืนกว่าในอนาคต เพราะจะช่วยปรับเปลี่ยนจากเศรษฐกิจบนฐานการผลิตไปสู่เศรษฐกิจภาคบริการเหมือนกับที่สหรัฐได้ซิลิคอนวัลเลย์มาช่วยกู้เศรษฐกิจยุคใหม่ในวันนี้ และช่วยบาลานซ์จากภาคการเงินหรือการบริโภคในประเทศได้
บ้านเราเองก็เริ่มยอมรับกันแล้วว่าเรากำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจโตต่ำลงเป็นปกติเหมือนกัน ตราบใดที่ยังพึ่งการส่งออกเป็นหลัก แต่ยังไม่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือดึงดูดการลงทุน
เอฟดีไอที่กำลังร่อยหรอลงได้
เพียงแต่เราอาจยังไม่มีแผนลงมือทำที่สะเด็ดน้ำเป็นองค์รวมเหมือนอย่างจีน ที่กำลังปฏิรูปอย่างจริงจังในวันนี้







