
"ปริญญา"ชี้ระบบเลือกตั้ง“จัดสรรปันส่วนผสม”เป็นจุดอ่อนร่างรธน.
“ปริญญา” ชี้ ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” กระทบ พรรคใหญ่-พรรคเล็ก ส่งผลพรรคระดมจ้างคนลงสมัครเลือกตั้ง หวังที่นั่งเพิ่ม ย้ำ หากใช้จริง จะเป็นจุดอ่อนในร่างรธน.
“ปริญญา” ชี้ ระบบเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม” กระทบ พรรคใหญ่-พรรคเล็ก ส่งผลพรรคระดมจ้างคนลงสมัครเลือกตั้ง หวังที่นั่งเพิ่ม ย้ำ หากใช้จริง จะเป็นจุดอ่อนในร่างรธน.
นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ระบบเลือกตั้งในโลกมีสองระบบคือ ระบบเสียงข้างมาก ที่เราเรียกว่าการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และระบบสัดส่วน ที่เราเรียกว่าการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ แล้วก็มีแบบที่สาม คือเอาทั้งสองระบบมาผสมกัน โดยระบบผสมก็ยังแบ่งได้เป็นสองแบบคือ ระบบคู่ขนาน คือเลือกตั้งสองแบบคู่กันแต่แยกกันเด็ดขาดไม่เกี่ยวข้องกันเลย ระบบผสมแบบที่สองคือ ระบบสัดส่วนผสม คือเอาคะแนนสัดส่วนหรือคะแนนที่เลือกพรรคมากำหนดจำนวน ส.ส. ทั้งสภาที่แต่ละพรรคจะได้ แล้วดูว่า ได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตไปแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใดก็เอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อมาเติมให้จนครบจำนวน
“การเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาในปี 2544 ปี 2548 ปี 2550 และปี 2554 เป็นระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน ส่วนระบบของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นระบบสัดส่วนผสม ทีนี้ถามว่าระบบที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. คิดขึ้นมา ที่มี ส.ส. สองแบบ แต่ให้เลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียวนั้น เป็นระบบอะไร” นายปริญญาตั้งคำถาม
อาจารย์นิติศาสตร์ กล่าวว่า ความจริงแล้วระบบเลือกตั้งแบบมีทั้งส.ส. แบบแบ่งเขต และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ให้เลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว แล้วก็เอาคะแนนแบบแบ่งเขตของแต่ละพรรคมาคิดที่นั่ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีรัฐบางรัฐในประเทศเยอรมันใช้ระบบแบบนี้ในการเลือกตั้งระดับมลรัฐ คือรัฐบาเดน-เวิร์ทเทมเบิร์ก ที่มี ส.ส. ระดับมลรัฐ ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ แต่ให้เลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว แล้วรวมคะแนนทั้งหมดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาว่า แต่ละพรรคได้คะแนนกี่เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็คำนวณว่าแต่ละพรรคจะได้ ส.ส. กี่คน แล้วก็ดูว่าได้ ส.ส. แบ่งเขตไปแล้วกี่คน ขาดอยู่เท่าใดก็นำเอาผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อเติมให้ครบ
นายปริญญา กล่าวอีกว่า ระบบการเลือกดังกล่าวฟังดูง่ายพราะเลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียวไปเลย แต่ระบบนี้ไม่เป็นที่นิยมในรัฐอื่นๆ และในระดับประเทศเขาก็ไม่ใช้กัน เพราะประชาชนของเขาอยากมีสิทธิที่จะเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นคนละพรรคกันได้ ถ้าอยากเลือกพรรคเดียวกันเขาก็จะกาเหมือนกัน คือเป็นเรื่องของประชาชนที่จะคิดเอง อย่างไรก็ตามระบบของรัฐบาเดน-เวิร์ทเทมเบิร์กนี้ถือว่าเป็นระบบสัดส่วนผสม เพราะถึงแม้จะให้เลือก ส.ส. เขตอย่างเดียว แต่การเอาคะแนนรวมมาคิดจำนวน ส.ส. ทั้งสภาที่แต่ละพรรคจะได้ ก็คือระบบสัดส่วนผสม
“แต่ระบบที่ กรธ. คิดขึ้นมา ที่เรียกว่าระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนนั้น ไม่ใช่ระบบแบบบาเดน-เวิร์ทเทมเบิร์ก เพราะระบบของ กรธ. จะเอาเฉพาะคะแนนของผู้สมัครที่แพ้เลือกตั้งมาคิดคะแนนเป็นจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น ระบบเลือกตั้งแบบนี้ไม่ทราบว่าจะจัดให้เป็นระบบอะไร ระบบสัดส่วนผสมก็ไม่ใช่ เพราะตัดคะแนนผู้ชนะทิ้งไป ระบบคู่ขนานก็ไม่เชิงเพราะให้เลือกตั้งแบบแบ่งเขตแต่เพียงอย่างเดียว ระบบเลือกตั้งที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องผลเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม เพราะพรรคที่ชนะได้ ส.ส. มากกว่าความเป็นจริง ส่วนพรรคที่แพ้ก็ได้ ส.ส. น้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้ได้รัฐบาลที่เข้มแข็งเกินจริง แต่ฝ่ายค้านอ่อนแอเกินจริง การถ่วงดุลในสภาจึงมีปัญหา จึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วที่ กรธ. จะแก้ไข แต่การแก้ไขแบบนี้ คือตัดคะแนนคนชนะในเขตเลือกตั้งทิ้ง แล้วเอาเฉพาะคะแนนคนแพ้เลือกตั้งมาคิดเป็นจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อให้ ก็จะเกิดปัญหาไม่เป็นธรรมไปอีกทาง” นายปริญญากล่าว
นายปริญญา กล่าวอีกว่า ระบบเลือกตั้งแบบนี้ไม่ได้กระทบพรรคใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่จะกระทบกับพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นอย่างมากด้วย เพราะพรรคกลางและเล็กจะไม่ได้คะแนนจากคะแนนบัญชีรายชื่อที่ส่งเพียงบัญชีเดียวก็ได้คะแนนทั้งประเทศอีกต่อไป ถ้าต้องการได้ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ก็ต้องส่ง ส.ส. แบบแบ่งเขตให้มากที่สุด เพื่อให้ได้คะแนนเอามาคิดเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ก็จะเกิดปัญหาการที่ต้องไปหาผู้สมัครมาลงให้มากๆ ก็จะกลายเป็นผู้สมัครแบบเก๊ๆ หรือจ้างมาลง เพื่อเอาคะแนนมาปันส่วน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ทั้งนี้หลังปี 2521 รัฐธรรมนูญเคยบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของ ส.ส. ทั้งหมด จนทำให้พรรคขนาดกลางและเล็กต้องจ้างคนมาสมัคร ถามว่าเราอยากจะกลับไปสู่การเลือกตั้งแบบพรรคต้องจ้างผู้สมัครมาลงสมัครเหมือนอีกครั้งอย่างนั้นหรือ
นายปริญญา กล่าวด้วยว่า กรธ. คงไม่อยากให้มีพรรคใดพรรคหนึ่งชนะขาดมากเกินไป แต่วิธีที่ดีที่สุด คือวิธีที่เป็นธรรมที่สุด ซึ่งก็คือให้ทุกพรรคได้คะแนนตามความเป็นจริง ไม่ใช่วิธีการแบบนี้ กรธ. ให้เหตุผลว่า ต้องการทำให้ระบบเลือกตั้งเข้าใจง่ายขึ้น จึงให้เลือกตั้งแบบแบ่งเขตอย่างเดียว แต่ กรธ. ต้องไม่ลืมว่า คนไทยเคยเลือกตั้งแบบมีบัตรเลือก 2ใบ มาตั้ง 4 ครั้งแล้วนะครับ แล้วถ้าใช้ระบบบาเดน-เวิร์ทเทมเบิร์กคือเอาคะแนนแบบแบ่งเขตทั้งหมดมาคิดสัดส่วน ก็ยังพอเข้าใจได้ แต่การตัดคนชนะออกคิดแต่ของคนที่แพ้ แล้วนำ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อมาจัดสรรปันส่วนให้พรรคที่แพ้ในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จะเกิดปัญหาที่อธิบายไม่ได้ว่ามันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างไร ผมไม่เคยได้ยินว่ามีประเทศไหนในโลกที่ใช้ระบบแบบนี้ แต่ไม่มีใครใช้ก็ไม่ใช่ปัญหา เราริเริ่มของใหม่ได้ถ้ามันดีจริง แต่อันนี้ไม่แน่ใจว่ามันจะดี
“ผมไม่คิดว่าระบบนี้จะเอามาใช้ได้จริง เพราะน่าจะถูกต่อต้าน ซึ่งไม่ได้ถูกต่อต้านจากพรรคใหญ่ แต่จะถูกต่อต้านจากคนที่เลือกพรรคใหญ่ เพราะประชาชนที่เลือกพรรคใหญ่จะรู้สึกว่าคะแนนเขาหายไป ถ้าต้องการให้คะแนนทุกคะแนนมีความหมาย ก็ควรใช้ระบบสัดส่วนผสม ประชาชนจะเลือกพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคใดๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา หากทุกพรรคได้ ส.ส. ตามความเป็นจริง ตนคิดว่าหาก กรธ. ว่าจะเอาระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนนี้มาใช้จริง จะกลายเป็นจุดอ่อนในร่างรัฐธรรมนูญ แล้วร่างรัฐธรรมนูญก็อาจจะไม่ผ่านเพราะเรื่องระบบเลือกตั้งอันนี้แหละครับ ไม่ใช่เรื่องอื่น” นายปริญญากล่าวทิ้งท้าย







