posttoday
ญี่ปุ่นเสี่ยงถดถอย บีโอเจกลั้นใจเดินหน้าคิวอี

ญี่ปุ่นเสี่ยงถดถอย บีโอเจกลั้นใจเดินหน้าคิวอี

30 ตุลาคม 2558

ช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ ถือเป็นการครบรอบ 1 ปีที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศขยายมาตรการซื้อคืนพันธบัตร หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในแบบของญี่ปุ่น เพิ่มอีก 10 ล้านล้านเยน เป็น 80 ล้านล้านเยน ภายหลังจากญี่ปุ่นประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ช่วงปลายเดือน ต.ค.นี้ ถือเป็นการครบรอบ 1 ปีที่ ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศขยายมาตรการซื้อคืนพันธบัตร หรือมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในแบบของญี่ปุ่น เพิ่มอีก 10 ล้านล้านเยน เป็น 80 ล้านล้านเยน ภายหลังจากญี่ปุ่นประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คือ “การใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ร่วงลงไป” หลังจากการขึ้นอัตราภาษีขายจาก 5% เป็น 8% เมื่อเดือน เม.ย. 2014 อย่างไม่มีทางเลือก เพื่อควบคุมงบประมาณขาดดุลและปริมาณหนี้สาธารณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะอยู่ที่ 246.1% ของขนาดเศรษฐกิจในปีนี้เลยทีเดียว

หลังจากที่ดำเนินมาตรการคิวอี เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็ดูจะสดใสขึ้น มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นติดต่อกันภายหลังการอัดฉีดเงินเข้าระบบช่วยให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลง ส่งผลให้การค้าของญี่ปุ่นเกินดุลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2012 ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา อยู่ที่ 2.29 แสนล้านเยน โดยการส่งออกปรับขึ้น 8.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่การนำเข้าลดลงไป 14.5%

มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้ภาคเอกชนมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และจะเริ่มขึ้นค่าแรงให้แก่พนักงานบริษัท ซึ่งจะเริ่มออกไปใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกทีหนึ่ง เรียกได้ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังเดินเข้าสู่หนทางที่สดใส

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา กลับหดตัวลงไปอีก 1.2% ปูทางไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอีกครั้งหนึ่ง โดยตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 เท่าที่เปิดเผยมาก็ไม่ดีนัก

ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นส่วนหลักในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ปรับตัวลงไป 0.5% ในเดือน ส.ค. จากเดือน ก.ค.ที่ปรับตัวลงไป 0.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนเช่นเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าถึงค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงนั้น ไม่ได้ช่วยเพิ่มผลของภาคอุตสาหกรรมแต่อย่างใด เมื่อตลาดโลกไม่มีความต้องการบริโภคสินค้าและบริการมากเพียงพอ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ในขณะเดียวกัน การบริโภคภายในประเทศก็ยังไม่ฟื้นตัวเช่นเดียวกัน แม้ตัวเลขการใช้จ่ายผู้บริโภคในเดือน ส.ค. จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่การปรับขึ้นดังกล่าวเป็นเพียงแค่ครั้งเดียวในไตรมาส 3 และเมื่อมองในส่วนของค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นแล้ว กลับบ่งบอกไปในทิศทางตรงกันข้าม

เซเว่นแอนด์ไอ ผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ปรับลดคาดการณ์ผลกำไรของทั้งปีลง 1.6% และยังปรับลดผลประกอบการลงอีก 3.9% เช่นเดียวกับฟาสต์รีเทล เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ายูนิโคล่ รายได้เดือน มิ.ย.-ก.ค. ก็ปรับตัวลดลงไปเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ การส่งออกที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ช่วยให้รายได้ของประชาชนปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วยเท่าที่ควร โดยรายได้ที่แท้จริงซึ่งหักลบอัตราเงินเฟ้อไปแล้ว ปรับตัวขึ้นเพียง 0.5% ในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการปรับขึ้นเป็นเดือนแรกในรอบ 27 เดือน ก่อนที่จะปรับลดลงมา 0.2% ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา

ความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยนี้ ทำให้ความเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์มองไปในทิศทางเดียวกันว่า บีโอเจจะออกมาตรการทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

แม้บีโอเจจะยังมี “กระสุนบาซูกา” เหลืออยู่ แต่การตัดสินใจยิงครั้งนี้ แตกต่างกับครั้งที่แล้ว และไม่ง่ายนักที่จะทำ เพราะบีโอเจยังมีพันธบัตร หรือมี “หนี้” ในมืออีกมหาศาลที่ต้องจัดการ ในขณะที่การเทเงินลงไปจำนวนมากกลับไม่ช่วยกู้อัตราเงินเฟ้อได้เลย

ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การออกใช้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของบีโอเจในปี 2013 บีโอเจซื้อคืนพันธบัตรเข้าไปเก็บไว้แล้วมากถึง 336.6 ล้านล้านเยน หรือคิดเป็น 69% ของขนาดเศรษฐกิจญี่ปุ่น และมากกว่าขนาดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) รวมกันเสียอีก

ในขณะเดียวกัน ถ้าญี่ปุ่นยังคงซื้อคืนพันธบัตรเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้งบดุลของบีโอเจขยายมากถึง 100% ของขนาดเศรษฐกิจภายในเวลาแค่ 2 ปีอีกด้วย

การเทเงินลงไปจำนวนมากขนาดนั้น กลับไม่ช่วยดึงญี่ปุ่นที่เผชิญกับภาวะเงินฝืดมายาวนานหลายสิบปี นับตั้งแต่ปี 1990 โดยอัตราเงินเฟ้อปรับลงไปติดลบ 0.1% ในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกในรอบมากกว่า 2 ปี และไม่มีทีท่าจะถึงเป้าหมายที่ 2% ภายในสิ้นปี 2016 ตามที่บีโอเจคาดการณ์เอาไว้เลย เมื่อราคาน้ำมันยังคงตกต่ำลงเรื่อยๆ

ทางเลือกของบีโอเจจึงเหลือไม่มาก นอกจากจะกลั้นใจขยายมาตรการคิวอีออกไปอีกปี หรือไม่ก็ขยายวงเงินซื้อคืนพันธบัตร โดย เคียวเฮย์ โมริตะ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ธนาคารบาร์เคลย์สาขาญี่ปุ่น คาดการณ์ว่าจะมีการขยายมาตรการคิวอีจาก 80 ล้านล้านเยน/ปี เป็น 100-110 ล้านล้านเยน/ปี

เช่นเดียวกับสหรัฐที่เคยทำคิวอีครั้งแรกและไม่ได้ผล อัตราว่างงานยังคงสูง และการขยายตัวของรายได้ประชากรก็ยังคงตกต่ำ จึงต้องออกคิวอี 2 และคิวอี 3 ตามมาอีก ดังนั้น ญี่ปุ่นเองก็อาจจะต้องกลั้นใจออกคิวอีเพิ่มเติมอีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีภาระ “หนี้” มหาศาลในมือจะต้องจัดการก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีบางส่วนเชื่อว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงไปติดลบอีกด้วย โดยในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของญี่ปุ่นอยู่ที่แค่ 0.1% แม้ว่าก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการบีโอเจได้ยืนยันชัดเจนหลายครั้งว่าจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวก็ตาม

ในขณะเดียวกัน มาตรการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของ คุโรดะ ก็จะยังคงดำเนินต่อไป ทั้งการซื้อคืนพันธบัตรของเอกชน มูลค่า 3.2 ล้านล้านเยน/ปี และการซื้อกองทุนอีทีเอฟที่ 3 ล้านล้านเยน/ปี

ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ และผู้ว่าการธนาคารกลางคู่บุญอย่าง คุโรดะ คงต้องกุมขมับแรงๆ เลยทีเดียว หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องตกสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง ซึ่งยังจะกลายเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอาเบะอีกด้วย และคงไม่มีทางเลือกอื่นอีกเช่นกัน นอกจากเดินหน้าลุยกระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกรอบ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69