posttoday
EITI มาตรฐานความโปร่งใสใหม่

EITI มาตรฐานความโปร่งใสใหม่

30 ตุลาคม 2558

โดย...นายธิปไตร แสละวงศ์

โดย...นายธิปไตร แสละวงศ์

โครงการความโปร่งใสในอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรธรรมชาติ (Extractive Industries Transparency Initiative) หรือ “อีไอทีไอ” (EITI) คือ แนวทางปฏิบัติเพื่อการจัดสรรทรัพยากรอย่างโปร่งใสและลดความขัดแย้ง โดยเฉพาะทรัพยากรเหมืองแร่และปิโตรเลียม

อีไอทีไอเน้นส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกจัดการประโยชน์ที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ ด้วยการให้ภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ซึ่งมารวมตัวในรูปแบบ “คณะผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียหลายภาคส่วน” หรือเอ็มเอสจี (MSG-Multi-Stakeholder Group) ช่วยเปิดเผยและสามารถเข้าถึงข้อมูลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้สัมปทาน การใช้จ่ายงบประมาณ ไปจนถึงการจัดสรรรายได้ เพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความเชื่อมั่นและหาข้อตกลงร่วมกันได้

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีกรณีตัวอย่างของความขัดแย้งจากการใช้ทรัพยากรที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ คือ การเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 21 ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติด้านความมั่นคงทางพลังงาน ที่ถูกชะลอการยื่นขอสิทธิมาตั้งแต่เดือน ก.พ. 2558 เพื่อรอการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม

แต่สิ่งที่ไม่ได้ถูกชะลอไปด้วย คือ กระแสความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านการเดินหน้าเปิดสัมปทานที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทั้งที่มีการจัดเวทีรับฟังความเห็นและให้ความรู้จากหลายฝ่าย แต่ยังคงมีประเด็นที่วนเวียนถกเถียงเรื่องความถูกต้องของข้อมูล

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการไม่มีเกณฑ์สากลในการยอมรับว่าข้อมูลมีความสมบูรณ์หรือน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ฝ่ายหนึ่งอาจเปิดเผยข้อมูลบางส่วน ขณะที่อีกฝ่ายไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่วางใจในเรื่องความโปร่งใสและความถูกต้อง ที่มักเชื่อมโยงไปสู่การทุจริตและความขัดแย้ง

การนำอีไอทีไอมาแก้ปัญหาความขัดแย้งจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เราไม่รู้หรอกว่าอีไอทีไอจะได้ผล กว่าจะเห็นผลต้องใช้ระยะเวลาอีก 2-3 ปีโดยประมาณ แต่ก็ไม่ได้เสียหายถ้าเราจะลอง รัฐบาลเองก็ได้แสดงท่าทีตอบรับซึ่งสอดคล้องกับความเคลื่อนไหวฝั่งของภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่กำลังตกลงกันเพื่อหาตัวแทนมาทำงานร่วมกันในเอ็มเอสจี

การเข้าร่วมการเป็นสมาชิกอีไอทีไอ ประเทศไทยนับว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างนี้รัฐบาลต้องทำงานกับภาคประชาสังคมและเอกชนเพื่อดำเนินการจัดตั้งเอ็มเอสจีขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่และรายงานผลการดำเนินงานเรื่องอีไอทีไอ ตามเกณฑ์การเข้าเป็นสมาชิกร่วมกับ 48 ประเทศอื่นๆ ในที่นี้มีประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย รวมอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม การรวมตัวกันของภาคประชาสังคมเพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเอ็มเอสจีนั้นมีความน่าสนใจ และแตกต่างจากกลุ่มภาครัฐและเอกชน เนื่องด้วยองค์ประกอบของตัวแทนที่หลากหลาย ทั้งเอ็นจีโอด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน นักวิชาการด้านต่างๆ และสื่อมวลชน ซึ่งต้องพูดคุยกันหลายครั้งเพื่อหาจุดยืนร่วมกัน ในจุดนี้เองเอ็นจีโอจะได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ลบภาพลักษณ์ที่มักเป็นปรปักษ์กับรัฐบาล และลดความขัดแย้งในสังคม

ขณะที่ภาคประชาสังคมมีศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้าไปทำงานด้วย คนเหล่านี้จึงเป็นฐานความรู้ที่ดี อีกทั้งด้านการเงินไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด หลายกรณีพิพาทที่เกิดขึ้นในสังคมได้แสดงให้เห็นว่า ภาคประชาสังคมมีบทบาทหลักในการผลักดันนโยบายจนประสบผลสำเร็จอยู่มาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กรณีท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ในปี 2539 ที่รัฐบาลประกาศสร้างโรงไฟฟ้าและโรงแยกก๊าซ โดยไม่ได้ฟังเสียงคัดค้านจากคนในพื้นที่หรือพิจารณาผลวิจัยสิ่งแวดล้อม กรณีนี้คนในพื้นที่ได้รับการสนับสนุนจากภาคประชาสังคมชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งสุดท้ายโครงการก็ต้องถูกชะลอออกไป

ดังนั้น แม้ว่าภาคประชาสังคมจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่เป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้อีไอทีไอเกิดขึ้นในไทยได้สำเร็จ

ปัจจัยที่จะทำให้อีไอทีไอเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง คือ ภาคประชาสังคมจำเป็นต้องแสดงบทบาท ศักยภาพ “เชิงรุก” ในการเป็นผู้ตรวจสอบความไม่โปร่งใสของระบบ เพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนจะได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินโครงการด้านพลังงานและทรัพยากรอื่นๆ ของชาติ และช่วยให้ทุกภาคส่วนไม่วนเวียนหรือติดกับดักความขัดแย้งและการคอร์รัปชั่น

การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนจะสกัดกั้นการพัฒนาของประเทศ ความมั่นคงทางการเมือง และทำลายบรรยากาศความน่าลงทุนจากต่างชาติอย่างที่ผ่านๆ มาได้อีก

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ