posttoday
หุ้นส่วนเศรษฐกิจ

หุ้นส่วนเศรษฐกิจ

29 ตุลาคม 2558

โดย...อรุณ จิรชวาลา

โดย...อรุณ จิรชวาลา

เกิดความสับสนในสังคมไทยในช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เมื่อมีข่าว 12 ประเทศริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกนำโดยสหรัฐอเมริกา ร่วมลงนามในข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจกัน โดยมี 4 ประเทศในอาเซียนรวมอยู่ด้วย คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และบรูไน แต่ไม่มีชื่อประเทศไทย

หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าไทยถูกสหรัฐลงโทษจากการมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารบ้าง หรือจากการหันไปจับมือกับจีน และยืนอยู่คนละข้างกับสหรัฐบ้าง โดยการตกขบวนครั้งนี้อาจมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเราในอนาคต

ข้อตกลงเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อย่อว่า ทีพีพี เป็นความตกลงที่ถือว่ามีความสำคัญสูง เพราะ 12 ประเทศสมาชิกมีขนาดเศรษฐกิจรวมกันประมาณเท่ากับ 40% ของเศรษฐกิจโลก และมีการค้าระหว่างกันปีละประมาณ 20 ล้านล้านเหรียญสหรัฐมีหลายประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับทีพีพี ดังนี้

หนึ่ง ในความเป็นจริงทีพีพีไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่เจรจากันมาประมาณ 5 ปีแล้ว การที่เราไม่ได้รับเชิญเป็นเพราะเราเองไม่ได้ให้ความสนใจ เหตุผลเนื่องจากมีเงื่อนไขอื่นๆ นอกจากการค้าและการลงทุนพ่วงตามมาอีกมากมาย ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องมาตรฐานแรงงาน เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐ และที่สำคัญคือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิบัตรยา ซึ่งประเด็นที่เรากังวลมากเป็นพิเศษและทำให้เอ็นจีโอออกโรงต่อต้าน คือ จะทำให้ยาบางชนิดราคาแพงขึ้นมาก กระทบประชาชนที่ส่วนใหญ่ยังมีรายได้น้อย

รัฐบาลไทยในสมัยนั้นจึงไม่สนใจจะเข้าร่วม โดยเกรงว่าอาจจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี และจะทำให้รัฐบาลเสียคะแนนนิยม อย่างไรก็ตาม ก่อนการมาเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ไม่กี่วัน รัฐบาลเพื่อไทยก็เปลี่ยนท่าที หันมาแสดงความสนใจจะเข้าร่วม แต่ก่อนจะมีผลในทางปฏิบัติก็ถูกโค่นอำนาจเสียก่อน

รัฐบาลปัจจุบันมองว่าทีพีพีไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ยังมีเวลาศึกษารายละเอียดให้รอบคอบเสียก่อน แล้วจึงสมัครเป็นสมาชิกในภายหลังก็ได้ ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นการตัดสินใจอาจจะง่ายลงด้วยซ้ำไป เพราะจะเป็นการพิจารณาว่าจะยอมรับเงื่อนไขที่ตกลงกันไปแล้วหรือไม่ ไม่ต้องตั้งต้นใหม่

เชื่อกันว่าการไม่อยู่ในทีพีพีไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เพราะอย่างน้อยเราก็ยังมีเวทีอาเซียนบวก 6 ให้เล่น และหลายประเทศในทีพีพีก็เป็นสมาชิกอาเซียนบวก 6 อยู่แล้ว ที่เหลือมีเพียงสหรัฐที่จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

สอง กล่าวกันว่าการที่จีนไม่ได้อยู่ในทีพีพีเป็นความจงใจของสหรัฐที่ต้องการสกัดกั้นจีน เพื่อให้การแผ่อิทธิพลของจีนในเอเชียตะวันออกมีอุปสรรคมากขึ้น มีนักวิเคราะห์ชาวจีนเองที่บอกว่า การไม่อยู่ในทีพีพีจะกระทบเศรษฐกิจทั้งของจีนและฮ่องกงอย่างมาก เพราะสหรัฐเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าจีน ในอดีตสินค้าจีนราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ ปัจจุบันราคาแพงขึ้นเพราะค่าแรงในจีนสูงขึ้น ต่อไปจีนจะถูกสมาชิกทีพีพีแย่งตลาดเพราะเสียเปรียบด้านภาษีนำเข้า

มีคำพูดแบบกึ่งติดตลกว่า ทีพีพีตั้งอยู่บนหลักการที่เป็นพื้นฐานมากๆ คือ เอบีซี ซึ่งย่อมาจาก Anyone But China หรือประเทศไหนก็ได้ที่ไม่ใช่จีน

หากแนวคิดดังกล่าวเป็นจริง การสมัครเป็นสมาชิกของไทยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตก็ไม่น่ามีอุปสรรคแต่ประการใด เพียงแต่ต้องไม่ลืมชำเลืองมองดูประเทศอื่นอย่างฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซีย ล่าสุด ประธานาธิบดีอินโดนีเซียเพิ่งไปเยือนสหรัฐ และแถลงข่าวว่าอยากอยู่ในทีพีพี

สาม ประเทศที่น่าจะได้ประโยชน์จากทีพีพีมากที่สุด คือ เวียดนาม โดยจะได้อานิสงส์จากเงินลงทุนที่เดิมจะไหลไปจีน แต่ต่อไปจะไหลไปที่เวียดนามแทน

มีนักวิเคราะห์ที่ประมาณว่า ในหลายปีข้างหน้าการอยู่ในทีพีพีจะทำให้เศรษฐกิจเวียดนามโตกว่าการไม่มีทีพีพีประมาณ 10% ส่วนประเทศที่จะได้ประโยชน์รองลงไป คือ มาเลเซีย ซึ่งเศรษฐกิจจะโตขึ้นประมาณ 5%

สำหรับไทย หากเราอยู่ในทีพีพีประโยชน์ที่ได้จะอยู่ประมาณกึ่งกลางระหว่างเวียดนามกับมาเลเซีย ซึ่งหมายถึงการเป็นที่ 2 แทนมาเลเซีย ส่วนการไม่อยู่ในทีพีพีจะทำให้จีดีพีเราหายไปเล็กน้อยไม่ถึง 1% มีคนพยายามเปรียบเทียบองค์กรที่สหรัฐกับจีนเป็นแกนนำ คือ ทีพีพี กับเอไอไอบี ว่าองค์กรไหนจะมีอิทธิพลมากกว่ากัน สำหรับประเทศไทย ผมประเมินว่าทีพีพีน่าจะมีผลกระทบมากกว่า เพราะสหรัฐเป็นประเทศนำเข้าสินค้ารายใหญ่ของไทยและของโลก การไม่อยู่ในทีพีพีจะทำให้เราเสียเปรียบคู่แข่งที่เป็นสมาชิก ส่วนในกรณีของเอไอไอบี เราแทบจะไม่ได้ประโยชน์ทั้งในฐานะผู้กู้และในฐานะผู้ไปประมูลงานและขายสินค้า เพราะธุรกิจของไทยยังไม่มีความเชี่ยวชาญพอที่จะไปแข่งขัน ซึ่งหากเราต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านนี้ ก็มีธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชียเป็นเวทีให้ทดลองอยู่แล้ว

ข้อสุดท้าย มองจากภายนอกทีพีพีเป็นการสยายปีกของพญาอินทรีอย่างสหรัฐ แต่ภายในสหรัฐเอง คนอเมริกันส่วนใหญ่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ภายในพรรคเดโมแครตซึ่งมีผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี 2 คน ทั้งคู่ประกาศไม่เห็นด้วยกับทีพีพี โดย เบอร์นี่ แซนเดอร์ คัดค้านมาแต่ต้น ส่วน ฮิลลารี คลินตัน ในอดีตเคยสนับสนุน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาคัดค้าน เหตุผลของเธอคือ ทีพีพีไม่มีมาตรการป้องกันไม่ให้ประเทศสมาชิกจงใจทำให้ค่าเงินอ่อนเพื่อเอาเปรียบทางการค้า เมื่อธุรกิจของสหรัฐเองถูกแย่งตลาด แรงงานในหสรัฐก็จะตกงาน อีกด้านหนึ่ง บริษัทยามีอำนาจต่อรองในทีพีพีสูงมาก ซึ่งจะทำให้ราคายาในสหรัฐเองก็แพงขึ้น คนจำนวนมากจะเดือดร้อนเพียงเพื่อผลประโยชน์ของบริษัทยาไม่กี่บริษัท

กลายเป็นว่า โอบามา ถูกโดดเดี่ยวจากในพรรคของตัวเอง ยังโชคดีที่ในพรรคฝ่ายตรงข้าม คือ รีพับลิกัน ยังมีผู้สมัครที่ไม่ค้านทีพีพีหลงเหลืออยู่บ้าง กลุ่มนี้ส่วนใหญ่บอกว่าในหลักการเห็นด้วยกับการค้าเสรี เมื่อ
ทีพีพีมาถึงสภาเพื่อขอสัตยาบัน หากในรายละเอียดเป็นการส่งเสริมการค้าเสรีจริง ก็จะให้การสนับสนุน

ที่เหลือแสดงความไม่เห็นด้วย โดยในกรณีของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้ที่ได้คะแนนนิยมสูงสุด คัดค้านรุนแรง โดยยืนยันว่าทีพีพีเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของสหรัฐ น่าคิดเหมือนกันนะครับ มองจากสายตาภายนอก สหรัฐมัดมือชกประเทศอื่น แต่ภายในสหรัฐเอง ส่วนใหญ่กลับรู้สึกว่าสหรัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69