
"จุฬา" ปรับทัพ สางปมบิน-ปลดธงแดง ICAO
“สายการบินบ้านเราโตเยอะ แต่เจ้าหน้าที่เท่าเดิม โอกาสที่หย่อนยานหรือดูไม่ครบก็มีเยอะ และแนวทางแก้ไขปัญหานี้ คือ เราต้องใส่คนเพิ่มเพื่อให้สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยตามที่ ICAO กำหนดไว้"
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
การตัดสินใจตรา พ.ร.ก. 3 ฉบับ ผ่าตัดกรมการบินพลเรือน (บพ.) ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีผลตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. ถือว่าเป็นการนับหนึ่งกันอีกครั้งเพื่อสะสางปมปัญหาการบินของประเทศไทย หลังองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตรวจพบข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) ในส่วนมาตรฐานการกำกับดูแลสายการบินของ บพ. แจ้งกลับมาเมื่อเดือน ก.พ. 2558 ทำให้สายการบินของไทยสุ่มเสี่ยงที่จะถูกสั่งห้ามบินไปยังประเทศปลายทางได้ทุกเมื่อเชื่อวัน
“บพ.จะถูกแยกออกเป็นบ้าน 3 หลัง บ้านหลังแรก คือ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จะเป็นหน่วยงานที่สร้างมาตรฐานออกใบอนุญาตด้านการบินต่างๆ ทั้งคน เครื่องบิน การประกอบการ ทำหน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ และมีอำนาจใช้กฎหมายเต็มๆ บ้านหลังที่สอง กรมท่าอากาศยาน จะรับผิดชอบสนามบินของ บพ.ทั้ง 28 แห่ง ซึ่งจะต้องแข่งขันกับสนามบินของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) และต้องอยู่ภายใต้การกำกับและการออกไลเซนส์โดย กพท. และหลังสุดท้าย คือ งานด้านการสืบสวนอุบัติเหตุ และการช่วยเหลือ กู้ภัย จะตัดไปอยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงคมนาคมก่อน” จุฬา สุขมานพ อธิบดีกรมท่าอากาศยานและรักษาการผู้อำนวยการ กพท. ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” ถึงโครงสร้างองค์การใหม่ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการปลด SSC
จุฬา เท้าความว่า เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ICAO เข้ามาตรวจมาตรฐานการกำกับดูแลสายการบินของ บพ. หรือที่เรียกว่าเข้ามา Audit และตรวจพบว่าข้อบกพร่องที่เป็นปัญหา 500 ข้อจากทั้งหมดกว่า 1,000 ข้อ แต่เป็นข้อบกพร่องที่ ICAO ซีเรียสจริงๆ ประมาณ 33 ข้อ โดยเฉพาะเรื่องการจัดกำลังคนที่จะไปบังคับใช้กฎหมายไม่เหมาะสม คือ เจ้าหน้าที่มีน้อยเกินไปและไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังได้ ICAO จึงปักธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยบนเว็บไซต์ เพื่อเตือนประเทศต่างๆ ที่จะอนุญาตให้สายการบินจากไทยบินเข้าประเทศ ซึ่งไทยจะต้องปลดธงแดงออกไป
“สายการบินบ้านเราโตเยอะ แต่เจ้าหน้าที่เท่าเดิม โอกาสที่หย่อนยานหรือดูไม่ครบก็มีเยอะ และแนวทางแก้ไขปัญหานี้ คือ เราต้องใส่คนเพิ่มเพื่อให้สามารถบังคับใช้ตามกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยตามที่ ICAO กำหนดไว้ เราจึงต้องหาผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยหลักๆ ทั้งหมด 86 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่เพียงพอในการกำกับดูแลสายการบินทุกสายและสนามบินทั้งหมด รวมถึงสุ่มตรวจสายการบินที่เข้ามาประเทศไทยทุกสาย จากเดิมมีเราผู้เชี่ยวชาญเพียง 36 คน”
เมื่อการเฟ้นหาผู้เชี่ยวชาญด้านการบินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์ จุฬา แก้ปัญหานี้ด้วยการทุ่มซื้อตัวบุคลากรด้านการบินที่มีประสบการณ์แต่ละด้านมาฝึกอบรม เพื่อเป็นผู้ตรวจสอบ ก่อนที่ กพท.จะเดินหน้าอย่างเต็มตัวในเริ่มกระบวนการออกใบรับรองผู้เดินอากาศ (AOC) ให้กับสายการบินที่ บพ.กำกับแลทั้งหมด 41 สายการบิน ตามที่ ICAO ต้องการต่อไป ขณะที่การจัดทำเกณฑ์การตรวจเครื่องบิน คู่มือเช็กลิสต์เครื่องบินและเจ้าหน้าที่ได้ทำเสร็จไปแล้ว
“เราต้องได้คนมาเพิ่ม ถ้าไม่มีเงินซื้อ เราก็ต้องหาเงินพิเศษมาเพื่อดึงคนเข้ามาเพิ่มอีก 50 คน แต่ก็ไม่ง่าย เช่น ถ้าเราจะไปตรวจเครื่องบินแอร์บัส A380 คนที่มาตรวจอย่างน้อยต้องมีไลเซนส์นักบิน A380 ลำพังการหานักบินเข้ามาก็แย่แล้ว เพราะหายากและค่าจ้างแพง เราจึงจำเป็นต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญด้วยเงินเดือน 1.5 แสนบาท/คน แต่ในท้ายที่สุดเราจะต้องได้คนตรวจเครื่องบินครบทุกประเภทที่ไทยมีใช้อย่างน้อย 1 คน/ประเภทเครื่องบิน ซึ่งล่าสุดเราหาคนได้รวมแล้ว 69 คน บางส่วนกำลังอบรมแบบออนเดอะจ๊อบเทรนนิ่งกับคู่มือใหม่ และทยอยเข้าทำงานแล้ว ที่เหลืออีก 17 คนกำลังเปิดรับสมัคร ตรงนี้เราคิดว่าคนที่โดนซื้อตัวไปอาจจะกลับมาก็ได้”
อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบัน กพท.จะยังได้ผู้เชี่ยวชาญไม่ครบตามที่กำหนด แต่ขณะนี้ได้มีการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญเริ่มกระบวนการออกใบรับรองผู้เดินอากาศใหม่ (Re-certification AOC) ให้กับบางสายการบินที่สมัครใจขอรับการตรวจแล้ว เช่น การบินไทย นกแอร์ (นกสกู๊ต) และบางกอกแอร์เวย์ส เป็นต้น และ กพท.จะส่งตรวจสอบสายการบินครบทุกสายภายในสิ้นเดือน ส.ค. 2559 หรืออีก 10 เดือนนับจากนี้ ก่อนจะให้ ICAO เข้ามาตรวจสอบซ้ำ ซึ่งจะนำไปสู่การปลดล็อกธงแดงหน้าชื่อประเทศไทยเร็วที่สุดก็ปลายปี 2559
“ปกติเวลาตรวจแต่ละสายการบินจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพราะเราต้องตรวจเสมือนสายการบินนั้นๆ ขอยื่นทำการบินครั้งแรก ซึ่งขณะนี้เราจะมีคนเยอะขึ้นและมีคุณภาพ และเราตั้งเป้าหมายว่าจะตรวจสอบให้เสร็จก่อนเดือน ส.ค. 2559ก่อนจะให้ ICAO เข้ามาตรวจซ้ำ แต่ตอนนี้เราก็ส่งรายงานความก้าวหน้าในการแก้ปัญหาให้ ICAO อย่างต่อเนื่อง”
จุฬา ประเมินว่า การเริ่มกระบวนการออกใบ AOC ใหม่ จะมีสายการบินบางแห่งที่จะไม่ได้รับใบอนุญาต แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีเท่าไหร่เพราะยังตรวจไม่หมด แต่ที่ต้องยึดใบอนุญาตแน่ๆ คือ สายการบินที่ทำท่าจะล้มละลายและไม่ได้บินแล้ว
“หากเรากลับมาใช้มาตรฐานที่เข้มข้น ก็อาจมีสายการบินน้อยลง แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่ตรวจไม่ผ่านจะต้องเลิกบินถาวร เพราะเขาสามารถไปปรับปรุงตัวเองใหม่ได้ ไปแต่งตัวมาให้สวย ถ้าคุณสมบัติผ่านก็บินได้ แต่ถ้าไม่ทำตามคุณสมบัติก็ตัดสิทธิไป แล้วไปทำมาใหม่จนกว่าจะได้มาตรฐาน นี่เป็นไปตามกลไกใหญ่ของ ICAO ซึ่งหลักการมันก็ไม่ยาก เพียงแต่ต้องทำสิ่งที่ผิดให้กลับมาเป็นถูก”
แต่ทว่าผลจากการปรับปรุงการกำกับดูแลสายการบินให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO ทำให้ต้องมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีเงินเดือนสูง รวมทั้งต้องมีการฝึกอบรมต่อเนื่อง ส่งผลให้ กพท.จะต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ จุฬา ระบุว่า ทั้งสายการบินและผู้โดยสารจะต้องเป็นคนจ่าย นอกจากทุนประเดิมที่รัฐบาลต้องจัดสรรให้
“รายได้ที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละปีของ กพท. จะมาจากค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าไลเซนส์สายการบิน ค่าไลเซนส์นักบินที่จะต้องแพงกว่าที่เก็บในปัจจุบันนี้ เงินค่าธรรมเนียมที่จะต้องเก็บจากผู้โดยสารโดยจะคิดรายหัว ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ว่า “ใครบิน ใครจ่าย” ไม่ใช่ให้รัฐบาลอุดหนุนทั้งหมด ซึ่งเท่ากับเป็นการเอาเงินภาษีจากคนไทยที่ไม่ได้บิน มาจ่ายให้คนที่โดยสารเครื่องบินและคนต่างชาติที่บินเข้ามาในไทย แต่ที่ในช่วงเริ่มต้น 1-2 ปี รัฐบาลจำเป็นต้องอุดหนุนก่อน คำนวณแล้วตกเป็นเงินประมาณ 1,600-2,000 ล้านบาท ซึ่งภายใน 1-2 เดือนนี้จะมีการสรุปค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งหมด รวมทั้งค่าใช้จ่ายรายหัวของผู้โดยสารที่จะรวมอยู่ในค่าตั๋ว”
ส่วนกรณีที่สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ (FAA) จะเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานกำกับดูแลสายการบินของไทยในวันที่ 26-27 ต.ค.นี้ จุฬามั่นใจว่าไทยจะไม่ถูกปรับลดชั้นจาก Category 1 มาเป็น Category 2 แน่นอน แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับผู้ตรวจสอบว่าเข้มงวดเพียงใด เพราะที่ผ่านมาไทยได้ปรับโครงสร้างองค์กรและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่อง
“ผมคิดว่า FAA คงให้เราเป็น Category 1 แต่หากเป็น Category 2 ก็จะทำให้สายการบินไทยเข้าไปไม่ได้ ในแง่สหรัฐก็ไม่สามารถเพิ่มโค้ดแชร์ได้ เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และจริงๆ แล้วสหรัฐก็ไม่กระทบมากแค่ไม่เพิ่มเที่ยวบินให้ แต่เป็นภาพลักษณ์ที่น่ากลัวมากกล่าว เพราะถ้า FAA เกิดลดชั้นขึ้นมาสำนักงานความปลอดภัยการบินพลเรือนแห่งสหภาพยุโรป (EASA) อาจจะสั่งแบนสายการบินจากไทย คือหยุดหรือห้ามเข้า แต่อาจแบนเฉพาะสายการบิน หรือแบนทุกสายที่ใช้ธงไทยก็ได้ ถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่า FAA จะให้ผ่าน ส่วนตัวคิดว่าไปได้ แต่ความเป็นจริงจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูอีกที และถ้าสายการบินเข้าไม่ได้จริงๆ ก็ต้องไปปรับเป็นเส้นทางอื่น” จุฬา กล่าว
จุฬา ทิ้งท้ายว่า “ในระยะสั้นมิชชั่นของเราต้องทำ คือ ต้องไม่ให้ FAA ปรับเราเป็น Category 2 เพราะเป็น Category 2 จะกระทบต่อภาพลักษณ์ แต่ถามว่าจะผ่าน 100% หรือไม่ ยังตอบไม่ได้ เพราะกรรมการสอบคือ FAA เหมือนเราไปสอบ เราไม่รู้ว่าตรงหรือไม่ และก็ไม่ใช่ข้อสอบปรนัย แต่เป็นอัตนัย ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับกรรมการตรวจข้อสอบ”







