
ระบบเลือกตั้งสส.ใหม่ แพ้ในเขตแต่มีลุ้นปาร์ตี้ลิสต์
ระบบการเลือกตั้งที่ กรธ.คิดขึ้นมาใหม่เป็นการเอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ที่ไม่ได้รับเลือกในระบบเขตไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มี “มีชัย ฤชุพันธุ์” เป็นประธาน วันที่ 26 ต.ค.เข้าสู่การพิจารณาประเด็นสำคัญ คือ ระบบการเลือกตั้ง สส.
ก่อนอื่น “ประพันธ์ นัยโกวิท” ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายนิติบัญญัติ นำเสนอผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการฯ มีสาระสำคัญว่า เท่าที่คณะอนุกรรมการฯ ได้ศึกษาการเลือกตั้งจากทั่วโลก พบว่ามีหลายรูปแบบ แต่จะพบว่าระบบการเลือกตั้งที่เป็นหลักอยู่ 3 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบคะแนนนำเสียงข้างมาก คือ ให้คนที่ได้รับคะแนนมากที่สุดได้เป็น สส. 2.ระบบสัดส่วน เอาคะแนนทุกคะแนนที่ประชาชนลงให้มาคำนวณหาจำนวน สส. ซึ่งมีผลเสียตรงที่จะทำให้ไม่มี สส.ระบบเขตเลือกตั้ง และ 3.การนำเอาทั้งระบบมาผสมกัน คือ ให้มีการเลือกตั้งทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อ
ต่อมาที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดหลักการ 5 ประการสำคัญ เพื่อให้เป็นกรอบการพิจารณาเกี่ยวกับระบบการเลือกตั้งในอนาคต ดังนี้
1.สส.ควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง
2.ระบบการเลือกตั้งไม่ควรซับซ้อน ประชาชนเข้าใจง่าย
3.เพื่อเป็นการเคารพประชาชนที่ลงคะแนน จึงพยายามทำให้คะแนนการเลือกตั้งที่ประชาชนให้ทุกคะแนนมีความหมาย ไม่ว่าจะลงคะแนนให้ใคร คะแนนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ควรสูญเปล่า
4.เป็นระบบการเลือกตั้งที่ส่งเสริมให้ประชาชนสนใจออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง
5.เข้ากับบริบทหรือวิถีชีวิตของคนไทยโดยไม่ขัดหลักสากล
จากหลักการทั้ง 5 ข้อดังกล่าว ทาง กรธ.ได้มีข้อสรุปว่า จะใช้ระบบเลือกตั้ง สส.ที่ประชาชนลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งเพียงใบเดียวแต่สามารถคำนวณหาจำนวน สส.ได้ทั้ง สส.เขตและบัญชีรายชื่อ จากเดิมที่ร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้กำหนดให้คำนวณ สส.จากฐานคะแนน สส.บัญชีรายชื่อเป็นหลัก และประชาชนต้องลงคะแนนในบัตรเลือก 2 ใบ
กล่าวคือ ระบบการเลือกตั้งที่ กรธ.คิดขึ้นมาใหม่นั้นเป็นการกำหนดให้เอาคะแนนของผู้สมัคร สส.ที่ไม่ได้รับเลือกให้เป็น สส.ระบบเขตเลือกตั้ง ไปคำนวณหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ
ยกตัวอย่างเช่น สมมติเขตเลือกตั้งหนึ่งมีผู้สมัคร สส.จำนวน 5 พรรค หากพรรค ก ได้รับคะแนนสูงสุด ให้ถือว่าผู้สมัครพรรคนั้นได้เป็น สส.ทันที แต่ให้เอาคะแนนของพรรคการเมืองที่ผู้สมัครไม่ได้รับการเลือกตั้งจำนวน 4 พรรค ไปคำนวณเพื่อหาจำนวน สส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคต่อไป ขณะที่คะแนนของพรรคที่ได้รับการเลือกเป็น สส.เขตแล้ว จะไม่ถูกนำมาคำนวณหา สส.บัญชีรายชื่ออีก
ขณะเดียวกัน กรธ.ยังได้ร่วมกันหาแนวทางว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วมในทางการเมือง โดยผ่านการออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่ง กรธ.มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “บุคคลที่จะได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สส.จะต้องมีคะแนนมากกว่าคะแนนของผู้ที่มาใช้สิทธิไม่ประสงค์ลงคะแนน หรือโหวตโน โดยที่บุคคลนั้นจะไม่มีสิทธิกลับมาลงสมัครอีก เนื่องจากการแพ้คะแนนโหวตโน ย่อมหมายความว่าประชาชนได้ปฏิเสธบุคคลดังกล่าวแล้ว”
จากนั้น กรธ.ได้พิจารณาไปถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งมีแนวคิดในเบื้องต้นว่า ภายหลังประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ไปแล้ว กกต.ยังมีอำนาจสั่งให้มีการจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ แต่หากเป็นกรณีของการให้ใบแดงเพื่อตัดสิทธิทางการเมืองฐานทุจริตการเลือกตั้งจะต้องเป็นหน้าที่ของศาล โดยให้ศาลพิจารณาคดีโดยยึดสำนวนของ กกต.เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม การพิจารณาเรื่องโครงสร้างสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุม กรธ.ได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯ ไปศึกษาเพิ่มเติมต่อว่า ควรกำหนดตัวเลขจำนวน สส.ระบบเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อเท่าไร เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับระบบการเลือกตั้งดังกล่าว รวมไปถึงการวางหลักการเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัคร สส.และนำมาเสนอต่อที่ประชุม กรธ.ต่อไป
ส่วนการพิจารณาโครงสร้างของวุฒิสภา ที่ประชุม กรธ.ยังไม่ได้สรุปที่มาและจำนวนของ สว. แต่ได้วางหลักการร่วมกันเพื่อให้คณะอนุกรรมการฯ ไปศึกษาว่า การออกแบบวุฒิสภาควรให้คำนึงถึงอำนาจหน้าที่มาก่อน เช่น ถ้าอยากจะให้ สว.มีอำนาจถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง ควรให้ สว.ต้องยึดโยงกับประชาชน แต่หากต้องการให้ สว.มีอำนาจทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ หรือการกลั่นกรองกฎหมาย ก็อาจจะให้มาจากการสรรหาทั้งหมดได้
ถึงกระนั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่ เห็นว่า สว.ไม่ควรมีอำนาจถอดถอน เพราะที่ผ่านมา สว.ไม่เคยถอดถอนใครสำเร็จ อีกทั้งหากตัดอำนาจการถอดถอนออกไป จะมีผลให้ สว.ปลอดจากการเมือง มีความเป็นกลาง เมื่อวุฒิสภาปลอดจากการเมืองแล้วจะทำให้เลือกบุคคลมาทำหน้าที่ในองค์กรอิสระได้อย่างอิสระ และที่สำคัญช่วยลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ไปในคราวเดียวกัน







