
น้ำตาจากสะพานเหล็ก "เราไม่มีที่ให้ไป"
"กทม.บอกให้ไปหาที่ใหม่เพื่อจะได้ขายของต่อ แต่เอาเข้าจริงจะให้ผู้ค้าไปเช่าที่ไหนมันกะทันหันเกินไป"
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ระยะเวลา 3 เดือนที่กลุ่มผู้ค้าย่านสะพานเหล็กขอขยายเพื่อต่อลมหายใจของพวกเขาได้รับการปฏิเสธ
เมื่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) ใช้กฎหมายที่อนุมัติให้เข้ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของกลุ่มผู้ค้าในพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา เพราะมีความผิดที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะและเพื่อการจัดระเบียบให้สวยงามเข้ารูปเข้ารอย
กฎหมายดังกล่าวถูกนำมาใช้อย่างถูกต้อง แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการปิดฉากแหล่งรวมสินค้าของเล่นและเทคโนโลยีด้านเอนเตอร์เทนเมนต์แหล่งใหญ่แห่งหนึ่งในเมืองไทยทันที และถือเป็นการปิดประตูของคนเมืองที่อยากย้อนสู่วัยเด็กแห่งความสนุกสนานอีกด้วย
พื้นที่สะพานเหล็กที่ กทม.รื้อถอนนั้นคือ บริเวณริมคลองโอ่งอ่าง ตั้งแต่บริเวณสะพานดำรงสถิตย์ถึงสะพานบพิตรพิมุข หรือที่คนกรุงเรียกจนชินปากว่าย่านสะพานเหล็ก
เอ่ยชื่อสะพานเหล็กเหล่าบรรดานักเล่นเกม นักสะสมโมเดล หรือของเล่นต่างๆ นานาชนิดย่อมเป็นที่รู้จักกันดี ด้วยว่าสะพานเหล็กแห่งนี้เปิดมานานกว่า 40 ปี แน่นอนว่าเมื่อถูกปิดตัวลงความใจหายสำหรับใครหลายคนย่อมมาเยือน
“ราคามันถูกครับ อย่างผมเล่นวิดีโอเกมก็มาหาซื้อแผ่นเกมที่สะพานเหล็ก หรือเครื่องเล่นมีปัญหาก็เอามาซ่อมที่นี่ มันคุ้นเคยตั้งแต่เด็กแล้ว เห็นข่าวว่ารื้อถอนและจะปิดสะพานเหล็ก ผมก็ใจหายนะ” วิรุฬ ยนต์มารถ หนุ่มออฟฟิศในวัย 32 ปี ที่เอ่ยปากว่าเป็นลูกค้าของเล่นย่านสะพานเหล็กตั้งแต่วัยเยาว์ ให้ความเห็น
วิรุฬ บอกอีกว่า เอาเข้าจริงหากกลุ่มผู้ค้าเดิมไปหาที่แห่งใหม่แล้วรวมกลุ่มกันขาย ก็เชื่อว่าลูกค้าก็จะกลับไปเยือนอย่างแน่นอน เพราะมันคือเสน่ห์ที่รวมของเล่นทุกชนิดเอาไว้
ไม่ใช่แต่คอเกมที่ใจหาย พ่อค้าอาหารที่ได้ผลประโยชน์จากความคึกคักของสะพานเหล็กทางอ้อมก็ยอมรับว่า “คงกระเทือน”
ลุงชิดพ่อค้าอาหารตามสั่ง เล่าว่า เขาเห็นความคึกคักของสะพานเหล็กมาตั้งแต่ปี 2512 และทำอาหารขายให้กับผู้ค้าและลูกค้าของสะพานเหล็กมาอย่างต่อเนื่องจนสนิทสนมกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อตำนานสะพานเหล็กจะปิดตัวลง ลุงชิดเองในวัย 68 ปี ก็จะเกษียณตัวเองตามไป
“ไม่รู้จะขายใครแล้ว แถวนี้ไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านมากินข้าวลุงหรอก ถ้าไม่มีสะพานเหล็กก็ไม่มีคน ลุงคิดว่าถ้ามันแย่ก็เลิกขายดีกว่า” ลุงชิด ย้ำ
จำใจด้วยกฎหมาย เพราะขื่อแปของบ้านเมืองย่อมต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ ในมุมของกลุ่มผู้ค้าเองทางออกทางรอดของพวกเขาจะเป็นไปในทิศทางใดก็น่าสนใจ
ยุ (ไม่ขอเปิดเผยชื่อ) หนึ่งในผู้ค้าสะพานเหล็ก บอกด้วยเสียงสั่นเครือว่าเราไม่มีที่ให้ไป
“ไม่เข้าใจว่าทำไมเราขอระยะเวลาเพียงแค่ 3 เดือนเพื่อต่อลมหายใจ เป็นเวลาที่พอได้ระบายสินค้าที่ค้างร้านเอาไว้อยู่ แต่ กทม.ก็ไม่ยอม ต้องการให้เราย้ายออกไปสถานเดียว ล่าสุดนี้ก็มีเทศกิจมาเดินขู่จะตัดไฟหากไม่ย้ายออก เขามาขู่ทุกวัน”
ยุ เสริมอีกว่า มีการต่อรองกับทั้งผู้บริหาร กทม. และกลุ่มเทศกิจที่เข้ามารื้อถอน ทาง กทม.เองก็บอกให้ไปหาที่ใหม่เพื่อจะได้ขายของต่อ แต่เอาเข้าจริงจะให้ผู้ค้าไปเช่าที่ไหนมันกะทันหันเกินไป การติดต่อหาอาคารเช่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ยกตัวอย่างการจัดระเบียบตลาดคลองถม กทม. ยังให้เวลาผู้ค้าเคลียร์ของถึง 3 เดือน แต่พอผู้ค้าสะพานเหล็กขอบ้างกลับถูกปฏิเสธ ซึ่งไม่เข้าใจว่า กทม.มีมาตรฐานอย่างไรในการจัดระเบียบ
“เบื้องต้นก็ต้องเร่ขายของขายสินค้าแบบลดราคาให้หมดเร็วที่สุด เพื่อจะได้ย้ายออกไปกัน แต่ของบางอย่างจะมาขาย 10-20 บาทก็คงไม่ได้ เพราะเรามีต้นทุนซื้อมาราคาแพง โดยเฉพาะเครื่องเล่นเกมต่างๆ ขณะเดียวกันก็รวมกลุ่มหาเช่าอาคารเพื่อจะได้เป็นพื้นที่ของพวกเราไว้ทำมาหากินต่อไป ส่วนที่ถามว่าทางการจะช่วยเหลือหาพื้นที่ให้หรือไม่นั้น บอกเลยว่าไม่มี” ยุ ทิ้งท้าย
ขณะที่ล่าสุด กทม. มีการปรับแผนรื้อแผงค้าสะพานเหล็กที่รุกล้ำพื้นที่คลองโอ่งอ่างใหม่ หลังพบการดำเนินการในส่วนนี้ล่าช้าคืบหน้าไปเพียง 5% ซึ่งจะระดมเจ้าหน้าที่จากเขตอื่นและเพิ่มอุปกรณ์เข้ามารื้อถอน
ส่วนการค้าขายคึกคักผู้คนแห่แหนไปซื้อสินค้าที่ผู้ค้าลดกระหน่ำ พร้อมกับที่ผู้ค้าขึ้นป้ายขอบคุณลูกค้าที่ช่วยสร้างตำนานสะพานเหล็ก







