
หวังมาตรการกระตุ้นจุดติด ดันเศรษฐกิจไทยขึ้น
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
หลังจากออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาหลายชุดในช่วงกว่า 1 เดือนที่ผ่านมา ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลก็มีความมั่นใจมากขึ้นว่าเศรษฐกิจปีนี้เอาอยู่ ส่วนเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาเปิดเผยประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังล่วงหน้าก่อนจะมีการแถลงอย่างเป็นทางการว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 2.8% และปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง 3.8% ใกล้เคียงกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ 2.7% และเศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ 3.7%
สอดคล้องกับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ออกมาระบุว่า เศรษฐกิจไทยจะไม่ฟื้นตัวแบบรูปตัวยู (U) แต่จะเป็นการฟื้นแบบรูปตัววี (V ) ซึ่งเป็นการฟื้นตัวที่รวดเร็วและไม่ได้ช้าอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แม้แต่อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ก็ออกมาแสดงความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะทำได้ดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน
ความมั่นใจของทีมเศรษฐกิจ ส่วนสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ เริ่มออกดอกออกผลได้อย่างรวดเร็วตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เรียกความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคและนักลงทุน ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจไทยครั้งสำคัญ ทำให้การฟื้นตัวสดใสมากขึ้น
อภิศักดิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ได้เดินหน้าประชุมติดตามความคืบหน้าของมาตรการต่างๆ และมีการพยายามเพิ่มกระชับมาตรการต่างๆ ให้มีผลทางปฏิบัติมากขึ้น
จากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา แสดงให้เห็นว่า มาตรการกระตุ้นต่างๆ ทำให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เป็นแรงขับและพยุงเศรษฐกิจที่สำคัญ
เมื่อดูจากความคืบหน้าของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะพบว่ามีความคืบหน้าไปมาก เช่น มาตรการอัดฉีดเงินกองทุนหมู่บ้าน ให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท มีการปล่อยสินเชื่อให้กับกองทุนหมู่บ้านไปแล้ว 3.39 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 56.5% และกองทุนหมู่บ้านปล่อยสินเชื่อให้กับสมาชิกแล้ว 1.9 ล้านราย เป็นเงิน 2.89 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ คณะกรรมการขับเคลื่อนฯ ยังสั่งการต่อยอดมาตรการนี้ โดยตอนนี้มีกองทุนหมู่บ้านเกรด C อีกประมาณ 1 หมื่นหมู่บ้าน ซึ่งที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานไม่ดี แต่มีการปรับปรุงการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ได้เงินเพิ่มทุนรอบสามอีก 1 ล้านบาท เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปรอบหนึ่งแล้ว ก็จะพิจารณายกระดับให้กองทุนหมู่บ้านเกรด C เป็นกองทุนหมู่บ้านเกรด A หรือ B เพื่อจะกู้เงินธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.อีก 1 ล้านบาท ไปปล่อยกู้สมาชิกเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพิ่ม โดยคณะกรรมการคาดว่าการปล่อยกู้จะครบภายในปีนี้ และกองทุนหมู่บ้านปล่อยกู้ให้สมาชิกได้หมดอย่างช้าต้นปีหน้า
ขณะที่โครงการลงทุนขนาดเล็กไม่เกิน 1 ล้านบาท ทางสำนักงบประมาณได้พิจารณาทุกโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ก็ได้มีการเร่งหน่วยงานให้มาทำสัญญาก่อสร้าง เพื่อเร่งให้มีการเบิกจ่ายให้หมดภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งจะมีเงินเข้าระบบเศรษฐกิจอีก 4 หมื่นล้านบาท
ด้านโครงการลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท วงเงิน 3.6 หมื่นล้านบาท ทางกระทรวงมหาดไทยก็ได้มีการหารือกับชาวบ้านซึ่งได้โครงการที่จะดำเนินการเป็นที่เรียบร้อยหมดแล้ว จะมีการลงนามสัญญาภายในสิ้นเดือนนี้ และเบิกจ่ายเงินได้หมดสิ้นเดือน ม.ค. 2559 เป็นโครงการลงทุนกว่า 1 แสนโครงการ ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้ในวงกว้าง
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยให้ธนาคารออมสินปล่อยกู้ซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท ธนาคารออมสินปล่อยกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ไปแล้ว 9,000 ล้านบาท ขณะที่มาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่ออกมาล่าสุดให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยกู้ 1 หมื่นล้านบาท มีคนมายื่นแล้ว 7,000 ล้านบาท คาดว่าภายในไม่กี่วันก็จะเต็มวงเงิน และมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะเพิ่มวงเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้แรงกระตุ้นในส่วนนี้ส่งไปถึงปีหน้าได้มาก
ในส่วนของการเร่งการลงทุน พบว่า ภายในปีนี้กระทรวงคมนาคมจะมีการเซ็นสัญญาโครงการขนาดใหญ่ 6 โครงการ เป็นวงเงินหลายหมื่นล้านบาท จะมีการเริ่มเบิกจ่ายในปีหน้า รวมถึงมีการเซ็นสัญญาการลงทุนเพิ่มเติมในปี 2559 อีกประมาณ 16 โครงการ ด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็เร่งการลงทุนภาคเอกชนหลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมให้มีการเร่งลงทุน เพราะถือว่าจะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนต่อจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล
ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาจำนวนมากส่งผลดีกับเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปีนี้ให้ผงกหัวขึ้น ที่สำคัญมาตรการกระตุ้นจะมีแรงส่งต่อเนื่องไปถึงปีหน้า ทำให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของไทยทั้ง 4 เครื่องยนต์ กลับมาทำงานได้ปกติอีกครั้ง โดยเฉพะการส่งออกที่ปีนี้คาดว่าจะติดลบ 5% แต่เศรษฐกิจโลกปีหน้าที่คาดว่าจะดีขึ้นจะทำให้การส่งออกของไทยกลับมาขยายตัวได้ 3-4% กลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง
ในส่วนของการใช้จ่ายภาครัฐก็ทำงานได้ดีในช่วงที่ผ่านมา และยังขยายตัวได้เพิ่มขึ้นอีกจากการเร่งการลงทุนโครงการขนาดเล็กและโครงการขนาดใหญ่ ในส่วนของการลงทุนภาคเอกชนภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ จะมีมาตรการเพิ่มเติม ทำให้การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น และการบริโภคภาคเอกชนก็ฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้น โดยการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโภคภายในประเทศในเดือน ก.ย. 2558 ขยายตัวถึง 11% และเป็นการกระจายตัวทั่วประเทศ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ภาคใดภาคหนึ่งของประเทศ
เมื่อไล่เรียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะเห็นว่ามีความคืบหน้าทำให้จุดความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการเห็น เมื่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกผลซื้อเวลาช่วยพยุงเศรษฐกิจ เพื่อรอการลงทุนภาครัฐและเอกชนมารับไม้ต่อ ทำให้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลมั่นใจว่า เศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ดีถึง 3.8% เป็นการเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนให้เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องการสยบการประมาณการเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลกที่มองว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวได้ 2% เท่านั้น







