
โรดแมป สปท. เสี่ยงเสียของรอบสอง
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถือเป็นองค์กรหนึ่งที่เจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มตั้ง สปท.ด้วยซ้ำ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ถือเป็นองค์กรหนึ่งที่เจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มตั้ง สปท.ด้วยซ้ำ
กระแสคัดค้านส่วนใหญ่เป็นการตั้งคำถามว่า สปท.มีความจำเป็นต่อประเทศหรือไม่ จริงอยู่แม้การปฏิรูปประเทศควรต้องเดินหน้าให้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่พอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สิ้นสภาพไปแล้วจะปล่อยให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปตามยถากรรม แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่ควรตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ซ้ำรอย สปช.อีก เพราะควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะผู้ถืออำนาจสูงสุดและรับมอบรายงานการปฏิรูปฉบับสมบูรณ์มาจาก สปช.ที่จะทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้รายงานของ สปช.ไม่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักอย่างเดียว
สุดท้ายรัฐบาลและ คสช.ก็ได้ตั้ง สปท.ขึ้นมาจำนวน 200 คน โครงสร้างใหญ่ๆ ประกอบด้วย ข้าราชการปัจจุบันและอดีตทั้งพลเรือน ทหาร ตำรวจ นักวิชาการ รวมไปถึงอดีตสมาชิก สปช.ที่ฝ่ายโหวตเห็นชอบและไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้
อำนาจหน้าที่ของ สปท.ตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2558 กำหนดไว้นั้นจะว่าไปแล้วก็มีเหมือนกับ สปช.แทบทุกประการ
ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปประเทศต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คสช. รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการเสนอร่าง พ.ร.บ. หรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้เป็นกฎหมายการเงินให้กับ สนช.
เพียงแต่ สปท.ไม่มีหน้าที่ใดๆ เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่น้อย เพราะแม้แต่การจัดทำความเห็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญให้กับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็ไม่ได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของ สปท. ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีเจตนารมณ์ที่ต้องการให้ สปท.ทำหน้าที่การปฏิรูปประเทศเป็นหลักมากกว่าเรื่องอื่นๆ
“ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ” ประธาน สปท. ก็ตีความภารกิจของ สปท.ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอย่างรอบคอบ โดยพยายามแยกแยะว่า สปท.ควรทำงานอย่างไรเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับ สปช. จึงเป็นที่มาของการให้สมาชิก สปท.ร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ก่อนที่ สปท.จะเข้าสู่สภาพการทำงานอย่างเป็นระบบแบบเต็มตัวในเดือน พ.ย.
การประชุมเวิร์กช็อปของ สปท.ได้แบ่งออกเป็น 11 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มการเมือง 2.กลุ่มการบริหารราชการแผ่นดิน 3.กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 4.กลุ่มการปกครองท้องถิ่น 5.กลุ่มการศึกษา 6.กลุ่มเศรษฐกิจ 7.กลุ่มพลังงาน 8.กลุ่มสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 9.กลุ่มสื่อสารมวลชน 10.กลุ่มสังคม และ 11.กลุ่มอื่นๆ เพื่อกำหนดว่า สปท.ควรดำเนินการปฏิรูปแต่ละด้านอย่างไร
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมเวิร์กช็อปตัวแทนของแต่ละกลุ่มได้มาเสนอข้อสรุปต่อที่ประชุม สปท.ว่า สปท.ต้องเร่งจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปอย่างไรบ้างในช่วง 2 ปีข้างหน้าเป็นข้อๆ อย่างเช่น กลุ่มปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอที่จะปฏิรูปองค์กรตำรวจให้เป็นของประชาชน ไม่รับใช้นักการเมืองและสองมาตรฐาน มีการปฏิรูปการสอบสวนให้เป็นอิสระ ไม่ให้มีการแทรกแซงการทำงาน ตลอดจนการโอนกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจออกไปจากโครงสร้าง เป็นต้น
การกำหนดแผนการทำงานในลักษณะแบบนี้ของ สปท. ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี เพื่อให้ สปท.ได้เห็นภารกิจของตัวเองในภาพรวมว่าต้องมีอะไรบ้าง แต่ในอีกด้านหนึ่งจะพบว่าทิศทางการทำงานของ สปท.ที่ออกมานั้นกำลังมีแนวโน้มที่จะซ้ำซ้อนกับ สปช.
สาเหตุที่มองได้ว่า สปท.กำลังทำงานทับซ้อนกับ สปช. เพราะ สปท.แสดงท่าทีถึงการทำงานไปในทำนองว่าจะขอเริ่มนับหนึ่งในการจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศแต่ละด้าน โดย สปท.ไม่ได้บอกว่าจะสานต่อและติดตามการปฏิรูปประเทศที่สปช.ดำเนินการไปแล้วอย่างไร
ต้องไม่ลืมว่าก่อนจะมี สปท. “เทียนฉาย กีระนันทน์” ประธาน สปช.ในขณะนั้นได้ส่งมอบรายงานการปฏิรูปฉบับสมบูรณ์ ให้กับมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไปแล้ว ซึ่งมีเนื้อหาและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปประเทศในทุกด้าน เรียกว่าเป็นข้อเสนอที่พร้อมให้รัฐบาลนำไปหยิบใช้ได้ทันที ดังนั้น หาก สปท.ไปให้ความสำคัญกับการจัดทำรายงานการปฏิรูปเวอร์ชั่น สปท. ย่อมมีผลให้ประเทศเสียเวลาโดยไม่จำเป็น
“นิรันดร์ พันทรกิจ” อดีตกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของ สปช. วิพากษ์ถึงรูปแบบการทำงานของ สปท.ที่ออกมาเบื้องต้นว่า สปท.ควรเป็นหน่วยงานที่ติดตามว่าการปฏิรูปประเทศมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง หลังจาก สปช.ได้ส่งรายงานให้กับรัฐบาล โดย สปท.ไม่ควรเน้นการทำงานเฉพาะการจัดทำข้อเสนอแนะใหม่เท่านั้น เพราะถ้า สปท.ไม่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายติดตามความคืบหน้า เท่ากับว่าการปฏิรูปประเทศจะขาดความต่อเนื่อง
“ประเทศไทยมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศมาแล้ว 4 เวอร์ชั่น ทั้งของหมอประเวศ วะสี อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน กระทรวงกลาโหม และ สปช. หาก สปท.มาทำรายงานการปฏิรูปประเทศเวอร์ชั่นที่ 5 ขึ้นมาอีก แน่นอนว่าจะไม่ต่างอะไรกับการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ สปท.ต้องกำหนดและลำดับความสำคัญให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต” อดีตสมาชิก สปช.ระบุ
นับจากนี้ไปการปฏิรูปประเทศจะสำเร็จและเป็นรูปธรรมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการทำงาน สปท.







