posttoday
ไม่มีของฟรีและแดนเถื่อนในโลกออนไลน์

ไม่มีของฟรีและแดนเถื่อนในโลกออนไลน์

21 ตุลาคม 2558

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

โดย...ทศพล ทรรศนกุลพันธ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ในอีก 10 หรือ 100 ปี โครงการร่วมของ Google และ Facebook ในการปล่อยโดรนและบอลลูนเพื่อส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล อาจถูกนับเป็นจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก

เนื่องจากโครงการนี้สร้างผลกระทบมหาศาล ไม่ว่าจะในแง่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ หรือ “การข่าวกรอง” ในการเมืองระหว่างประเทศ เพราะสองบรรษัทที่เดิมต่างจะแยกกันไปพัฒนาและสร้างระบบของตัวเอง กลับร่วมมือกันยิงโดรน ปล่อยบอลลูน ไปส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมโยงมิให้มีพื้นที่ “สุญญากาศอินเทอร์เน็ต” อีกต่อไป

แน่นอนว่าจะทำให้เกิดผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่ที่เข้าถึงบริการและเทคโนโลยีข่าวสาร และในทางกลับกัน ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานก็จะไหลเข้าสู่เหมืองข้อมูลของสองบรรษัทด้วย

เมื่อพูดถึงเรื่องอินเทอร์เน็ต สิ่งสำคัญพื้นฐานก็คือการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างถ้วนหน้า “Universal Internet Access” ซึ่งต้องเป็น “ก้าวแรก” และ “สิทธิขั้นพื้นฐาน”

ไม่อย่างนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่า “เสียง” ในอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นตัวแทนของ “ปวงชน” อย่างแท้จริง หาไม่แล้วเสียงในอินเทอร์เน็ตก็เป็นเพียง “เสียงของคนจำนวนน้อย” และเพิกเฉยเสียงของคนจำนวนมากไปเสีย  หากในอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีแต่คนฐานะดีพอจะซื้อสมาร์ทโฟนหรือแล็ปท็อป ก็ยิ่งตอกย้ำว่ามีความเหลื่อมล้ำและกีดกันมิให้คนที่ฐานะทางเศรษฐกิจมีที่ทางและปากเสียงในโลกออนไลน์

Facebook ซื้อบรรษัทโดรนก็ถือเป็น “การลงทุน” ที่ผู้ถือหุ้นบรรษัทคาดหวังดอกผล โครงการปล่อยสัญญาณไว-ไฟฟรี ก็ต้องรอเก็บเกี่ยวผลทางใดทางหนึ่ง Google ที่ทำเรื่องนี้ก็ใช้เงินจำนวนมหาศาลซื้อเทคโนโลยี บอลลูน ดาวเทียม และโดรน เพื่อส่งสัญญาณไปยังพื้นที่ห่างไกล

ชัดเจนว่าเป็นการลงทุนที่หวังผลทางธุรกิจ และชวนให้คิดว่าเป็นการเดินหมากในการเมืองระหว่างประเทศ รุกเข้าไปในพื้นที่ห่างไกลที่ยังไม่มีมหาอำนาจอื่นใดสนใจนัก

มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก จึงเดินทางไปพูดในที่ประชุมสหประชาชาติกระตุ้นให้รัฐทั้งหลายเปิดน่านฟ้าและลดอุปสรรคทางกฎหมาย เพื่อจะได้เดินหน้าโครงการปล่อยสัญญาณเหนือ “น่านฟ้า” ของรัฐอื่นๆ นั่นเอง

ในงานเดียวกัน มีนายกฯ ประเทศหนึ่งไปรับรางวัลเรื่องการส่งเสริมนโยบายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างยั่งยืน ด้วยผลงานของรัฐบาลก่อนหน้าที่ตนโค่นไป ยูเอ็นให้รางวัลเพราะโครงการแท็บเล็ตที่ทำให้เยาวชนเข้าถึงเทคโนโลยีซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว แต่พอได้รางวัลกลับไปรับเฉยครับ

โครงการพัฒนาถ้ารั่วไหลก็อุดรูรั่วครับ ไม่ใช่ยกเลิก คนเสียประโยชน์คือประชาชน เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในโลกยุคดิจิทัล

การลงทุนสร้างเครือข่ายเพื่อให้คนเข้ามาใช้งาน แล้วควบคุมและประมวลข้อมูลของผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตนั้นก็เพื่อให้ได้มาซึ่ง “ข้อมูล” อันเป็นประโยชน์ต่อการวิเคราะห์เชิงการตลาดพฤติกรรมผู้ใช้งานและการปกครอง ซึ่งสะเทือนไปถึงประเด็น “สิทธิส่วนบุคคล” และ “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” และเรื่อง “สัญญาสำเร็จรูป” กับ “ใครเป็นเจ้าของข้อมูล” ที่อยู่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเหล่านั้น

นอกจากนี้ การเข้าถึงข้อมูลภูมิศาสตร์ แผนที่ และการใช้อินเทอร์เน็ต ก็ถือเป็นรูปหนึ่งของ “ข่าวกรอง” ที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐผู้สนับสนุนโครงการและมีความสัมพันธ์กับบรรษัทสัญชาติตน 

ประเทศเจ้าของน่านฟ้าจึงอาจระแวงเรื่องการจารกรรมข้อมูลได้เช่นกัน ชัดเจนที่สุดคือภูมิภาคที่ให้ความสำคัญกับ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และนิติธรรม อย่างสหภาพยุโรปก็มีมาตรการปกป้อง “ข้อมูลส่วนบุคคล” โดยกลไกทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

อาจจะเป็นว่า ภูมิภาคนี่อยู่กับสารพัดกลยุทธ์ของ “สายลับ” มานาน  และเชี่ยวชาญการต่อต้านจารกรรมโดยมาตรการกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตน และป้องกันการกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามว่า ตนกีดกันทางการค้า หรือหามาตรการตอบโต้

เราอยู่ในยุคสันติภาพร้อน ที่สงครามสายลับเกิดขึ้นตลอดเวลา เห็นชัดว่าสหภาพยุโรป จัดหนักบรรษัทไอทียักษ์ใหญ่จากสหรัฐอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ ศาลยุติธรรมยุโรป (ECJ) ได้ยกเลิกข้อตกลง Safe Harbor ระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐ ในส่วนการกักข้อมูล (Data Retention) ทิ้งแล้ว สืบเนื่องจากศาลเพิ่งเพิกถอน EU Data Retention Directive 2006 ที่ขัดกับสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่รับรองไว้โดย EU Charter of Fundamental Rights ไปเมื่อเดือน เม.ย. 2014

ล่าสุดมีคำพิพากษาศาลฯ สั่งห้ามส่งข้อมูลของพลเมืองยุโรปกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์นอกอาณาเขตที่ขาดมาตรการคุ้มครองสิทธิฯ ถือเป็นคำพิพากษาสำคัญ ต้อนรับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของสหภาพยุโรป (GDPR) กับบีบให้สหรัฐลงนามใน Umbrella Agreement between US & EU ซึ่งเหลือเพียง 1 ใน 13 ประเด็น ที่ยังตกลงกันไม่ได้คือการตั้งกลไกระงับข้อพิพาทและเยียวยาสิทธิผู้ถูกละเมิด เบื้องต้นอียูขอให้มี One-Stop-Shop ในประเทศต่างๆ ของอียู เพื่ออำนวยความสะดวกให้พลเมืองฟ้องรัฐ บรรษัทได้ทันที โดยไม่ต้องจ้างทนายไปฟ้องในต่างแดน

ล่าสุด สหรัฐยอมให้พลเมืองยุโรปฟ้องในศาลสหรัฐได้ หากพบว่าข้อมูลส่วนบุคคลโดนละเมิดโดยองค์กรสัญชาติสหรัฐ

อีกประเด็นที่เครียดกันมากก็คือ การดูดกักข้อมูล ซึ่งเดิมบรรษัทเก็บข้อมูลไว้ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงและปราบอาชญากรรมใช้เป็นฐานข้อมูลสืบสวน ซึ่งละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลที่รับรองไว้โดย EU Charter of Fundamental Rights 2009 จนทำให้ศาล ECJ มีคำพิพากษาออกมายกเลิกดังที่กล่าวไป

ถ้าถามว่าประเทศที่ไม่ใช่เจ้าของเทคโนโลยีอย่างไทยจะทำอย่างไรต่อไป ก็ต้องเริ่มจากมีกฎหมายรับรอง “สิทธิในข้อส่วนบุคคล” เพื่อป้องกันการถูกล้วงตับไปฟรีๆ และส่งเสริม “สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” ให้ประชาชนได้ประโยชน์จากสารพัดข่าวสารที่อยู่ในโลกออนไลน์

รัฐบาลจึงต้องหาทางเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต มิใช่ทำให้ถอยหนีด้วย Single Gateway

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก