
จัดการประเทศอย่างเที่ยงธรรม
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
ประเทศไทยแม้เป็นเพียงประเทศเล็กๆ แต่ก็มีความอุดมสมบูรณ์ และมีที่ตั้งที่เหมาะสมที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกล่าวได้ว่าเราเป็นเมืองหลวงของอาเซียนในเชิงภูมิศาสตร์ นอกเหนือจากข้อได้เปรียบในเรื่องทำเลที่ตั้งแล้ว เรายังโชคดีมากกว่าเพื่อนบ้านหลายๆ ประเทศ เพราะในจุดที่เราอยู่ไม่ค่อยมีภัยพิบัติทางธรรมชาติร้ายแรงเหมือนคนอื่นเขา แผ่นดินไหวรุนแรงไม่มีให้สัมผัส พายุไต้ฝุ่นใหญ่ๆ นานๆ จะมาเสียที ส่วนใหญ่ผ่านประเทศอื่นก่อน พอมาถึงไทยก็จะอ่อนตัวกลายเป็นพายุฝนธรรมดา
ก็มีคำถามว่า ในความลงตัวขนาดนี้ แล้วทำไมเรายังอยู่แค่นี้ ซึ่งก็คงเคยได้ยินตลกร้ายของต่างประเทศ ที่มักพูดกันว่าในความโชคดีของประเทศไทยกลับโชคร้ายที่มีคนไทยอยู่
ผมเห็นด้วยกับตลกร้ายที่ว่า แต่ไม่หมายรวมถึงประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มองว่าเราโชคร้ายที่มีคนไทย “บางกลุ่ม-บางคน” อยู่ ส่วนมากคนเหล่านี้ก็จะยกย่องตัวเองหรือมีคนยกย่องว่าเป็น “คนดี” และมักจะมีโอกาสมากกว่าคนอื่นในการเข้าไปร่วมกำหนดทิศทางของประเทศโดยตลอด
ก็ต้องถามว่า ถ้า “คนดี” เหล่านี้ดีจริง-เก่งจริงแล้ว เหตุใดเราถึงอยู่แค่นี้ ยังมีปัญหาเรื้อรังยาวนานแก้ไม่ตกกันเสียที เอาง่ายๆ 23 ปีที่ผ่านมา นับจากปี 2535 เราเคยมีความสงบสุขที่แท้จริงกันไหม เกิดอะไรขึ้น ใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ลองเปิดค้นคว้าหาข้อมูลกันในกูเกิลหรือวิกิพีเดีย ย้อนดูไปในช่วงที่ประเทศเกิดปัญหา จะมีตัวละครหลักๆ ไม่กี่คน ที่จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังมักมีชื่อเข้ามาในยามที่กลุ่มผู้มีอำนาจ ณ เวลานั้นหยิบยกเรื่องการแก้ไขวิกฤตของประเทศขึ้นมา ทั้งที่ความจริงเป็นกลุ่มคนที่มาผูกปมเงื่อนปัญหาของประเทศให้รัดแน่นมากขึ้นด้วยซ้ำ
ใครกันที่มีส่วนในการเขียนรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศ จนทำให้คนไทยต้องแบ่งสีแบ่งฝ่าย ห้ำหั่นเอาเป็นเอาตายกัน จนวันนี้ยังไร้วี่แววที่จะปรองดองรักใคร่กันได้ ใครกันที่ทำให้สภาพสังคมผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวจากการบังคับใช้กฎหมายหละหลวมจนเป็นสังคมไร้ระเบียบ หรือใครกันที่ออกแบบวางกฎเกณฑ์ของหน่วยงานราชการจนพิลึกผิดรูปผิดร่างกลายเป็นตัวปัญหามากกว่าการเป็นที่พึ่งของประชาชนและประเทชาติ ส่วนตัวก็ได้เคยพยายามเสนอแนะไปหลายครั้งแล้วว่าให้ลองหาคนใหม่ที่มีความกล้า คิดเป็น ทำได้ และคิดได้ ทำเป็น เข้าไปช่วยหยิบจับทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง แต่สุดท้ายผู้มีอำนาจก็วนเวียนเลือกใช้แต่คนดี-คนเก่งหน้าเดิมๆ อยู่ตลอด
กระทั่งรายชื่อว่าที่ทีมงานใหม่ที่จะมาแทนชุดเก่าที่ถูกปลดระวางไป ทั้งในส่วนของการทำกฎหมายสูงสุดฉบับใหม่ หรือการเดินงานปฏิรูปก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ยังเป็นคนกลุ่มเดิมๆ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น และยังมีบางส่วนของพวกที่ถูกปลดระวางไปแล้วถูกปัดฝุ่นขึ้นมาใช้งานใหม่
ส่วนที่ปรับเปลี่ยนไปแล้วอย่างรัฐมนตรีต่างๆ ก็ยังไม่เห็นมรรคเห็นผลอะไรเท่าที่ควร เพราะหลายคนก็เพิ่งมีโอกาสได้เป็นรัฐมนตรี ก็อาจต้องมีช่วงฮันนีมูนบ้างเป็นธรรมดา เอาแค่เดินสายรับการแสดงความยินดีก็คงหมดเวลาราชการแล้ว อันนี้ฝากไปหน่อยว่าไม่ควรใช้เวลานาน เพราะตอนนี้ชาวบ้านชาวช่องตกระกำลำบากกันขนาดไหนแล้ว
โดยเฉพาะทีมงานด้านเศรษฐกิจที่หลายคนอาจมาใหม่ แต่ก็เคยช่วยงานรัฐบาลนี้มาตลอด พอเข้ามาแล้วผลงานที่ได้กลับเป็นไปลักษณะอีเวนต์ทางการตลาด หนักไปทางสร้างสีสันมากกว่าที่จะเป็นการแก้ปัญหาอย่างตรงจุด
เรื่องการกระตุ้น “เศรษฐกิจฐานราก” หรือแนวนโยบาย “ประชารัฐ” ที่พยายามนำมาเป็นธงนำของรัฐบาลในตอนนี้ หลักคิดก็เป็นการอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเพื่อให้เกิดการบริโภคและกระจายทรัพยากรลงไปที่ชนชั้นล่าง รากหญ้า หรือฐานรากตามแต่จะเรียกนั่นแหละ พูดไปแล้วแก่นของแนวนโยบายนี้ก็ไม่ต่างออกไปจากแนวคิด “ประชานิยม” สักเท่าไร เพียงแต่อาจจะต้องประดิษฐ์คำให้เกิดความแปลกแตกต่าง เพราะที่ผ่านมามีการโจมตีเรื่องประชานิยมค่อนข้างมาก
ต้องถามว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ไปนั้นเข้าถึงอย่างทั่วถึง อย่างเท่าเทียม และจะได้ประสิทธิผลคุ้มค่ากับงบประมาณที่สูญเสียลงไปหรือไม่
สิ่งง่ายๆ ที่รัฐบาลควรคำนึงถึงตั้งแต่ทีมเศรษฐกิจชุดเก่า ต่อเนื่องมาถึงทีมเศรษฐกิจชุดนี้ มากกว่าการจะไปสาละวนคิดแต่จะทำคลอดโครงการนั้นนโยบายนี้ที่ใช้งบประมาณเป็นแสนๆ ล้าน ก็คือเรื่องปากท้องของประชาชน ที่หากให้ความสนใจกันจริงๆ ก็ทำได้โดยง่าย เพราะแม้ช่วงรัฐบาลชุดนี้จะมีอุปสรรคอะไรก็ตาม แต่กลับมีโอกาสที่อำนวยให้อย่างมาก เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 50% และยังไม่มีทีท่าดีดตัวกลับไปอยู่ในระดับเดิม
ตรรกะที่คิดได้ง่ายๆ เลยว่า เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลง ราคาขายปลีกในประเทศก็สมควรจะลดลงในทำนองเดียวกัน แต่นี่มีเพียงบางชนิดที่ลดลงเพียงเล็กน้อย แต่บางชนิดกลับปรับตัวสูงขึ้นด้วยซ้ำ ค่าบริการและการขนส่งก็ไม่ได้ลดลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันจึงสูงเกินความจริง
ที่สำคัญไปกว่านั้น ราคา “ต้นทุน” ต่างๆ ก็ควรที่จะลดลงไปด้วย เพราะราคาน้ำมันดีเซลที่ใช้ในการขนส่งลดลงไปมากแล้ว แต่น่าแปลกใจว่า ราคาวัสดุ ของกินของใช้ วัตถุดิบอะไรต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้ลดลงอย่างที่คิด
กลไกการควบคุมราคาสินค้าของรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์และข้าราชการที่เกี่ยวข้อง คงต้องพิจารณาตนเอง เหตุใดจึงปล่อยให้เกิดการเอาเปรียบกันแบบนี้ ซึ่งการไม่เข้ามาจัดการอย่างเอาจริงเอาจังก็เท่ากับเป็นการสนับสนุน พวกเย้ยกฎหมายทำลายเศรษฐกิจบ้านเมือง
เห็นดีด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะหันมาดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และกลไกตลอดอย่างจริงจัง ถือว่าเริ่มมีความกล้าหาญให้ความเป็นธรรมคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ค้า
ไม่ให้ถูกเอาเปรียบจากรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมเคยมีโอกาสเสนอให้หลายรัฐบาลที่ผ่านมานำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้รับการตอบสนองเลย ด้วยเพราะคิดไม่ได้หรือทำไม่เป็น
ล่าสุดเห็นว่าได้ให้บรรดาเอกชน ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก และผู้ผลิต ทำแผนการปรับลดราคาสินค้าตามต้นทุนการผลิตที่ลดลงจากราคาน้ำมันและค่าบริหารจัดการต่างๆ ซึ่งดูจะช้าไปบ้าง เพราะราคาน้ำมันโลกลงมาเป็นปีแล้ว แต่ก็ต้องรอลุ้นว่าจะมีการลดราคาสินค้าตามแผนการในแนวทางที่ประชาชนส่วนรวมได้ประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีการออกสำรวจและวิเคราะห์ต้นทุนอาหารจานด่วน แต่ละส่วนประกอบของอาหาร เนื้อหมู ผักสด ข้าว และก๊าซหุงต้ม โดยมีการกำหนดว่าราคา 35 บาท/จาน ซึ่งยังถือว่าราคาสูงสำหรับหลายๆ คน แต่ก็ต่ำกว่าราคาในท้องตลาดตอนนี้ที่เริ่มต้น 40-50 บาท ดังนั้นจึงพูดได้ว่าเป็นราคาที่เหมาะสมพอรับได้แม้จะแพงไปนิด และ ผู้ประกอบการได้กำไรพอสมควร ดังนั้นรัฐจึงต้องออกแบบกลไกควบคุมราคาให้มีประสิทธิภาพด้วย ส่วนตัวเคยเน้นย้ำหลายหนให้ผู้มีอำนาจและมีหน้าที่รับผิดชอบลงมาสัมผัสชีวิตประชาชนบนถนนที่ยังอยู่อย่างยากลำบาก เพื่อที่จะได้คิดหาทางแก้ปัญหาปากท้อง บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนด้วยกลไกและอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่ในมือ
อยากตะโกนไปให้ถึงหูผู้มีอำนาจทั้งหลายในขณะนี้ ทั้ง คสช. ทั้งรัฐบาล โปรดใช้อำนาจและกฎหมายที่มีอยู่ “จัดการประเทศอย่างเที่ยงธรรม” และได้โปรดใช้คนที่ใช่เสียที อย่าไปจมปลักใช้แต่พวกหน้าเดิม เพราะประเทศไทยไม่สิ้นคนดีและพร้อมเสียสละ ทั้งความคิดและเวลาเพื่อชาติบ้านเมือง ขอเพียงมีการคัดเลือกอย่างตรงไปตรงมา ไม่เลือกจากชื่อเสียง จอมปลอม จากภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นมา
ขอให้กำลังใจและเอาใจช่วย ด้วยอยากเห็นบ้านเมืองสุขสงบสำหรับลูกหลานไทยเรา







