เรียนรู้จากความจริง บทเรียน SLOW LIFE ผจก.แบงก์
สิ่งสำคัญของการทำนาปลอดสารพิษ ต้องเลือกสายพันธุ์ข้าวที่ตลาดยอมรับ จึงต้องใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมือง
โดย...ไชยวัฒน์ สาดแย้ม
ชีวิตแบบ Slow Life การหลีกเร้นความวุ่นวายจากงานประจำ สู่การพักผ่อน ทำงานอดิเรกที่ใจรัก โดยเฉพาะการหวนคืนสู่ชนบท และการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ไร้สารพิษ ดูจะเป็นความใฝ่ฝันของคนเมืองรุ่นใหม่ แต่อาชีพเกษตรกรรมนั้นหาใช่เพียงความใฝ่ฝันแบบโรแมนติก แต่ต้องทุ่มเท เรียนรู้ และปรับตัว ปรับวิธีการ เพื่อให้ความฝันดำรงอยู่ได้ในโลกแห่งความจริง
“ผมไม่เคยที่จะคิดทำนาในเชิงธุรกิจ คิดแค่ว่าอยากจะทำการเกษตร ปลูกข้าวไว้กิน แต่ฤดูกาลแรกเมื่อเกี่ยวข้าวต้องมาเจอวิกฤตฝนตกหนักมาก ทำให้ข้าวเปียกมีความชื้นสูง ผมไม่มีเครื่องอบ ไม่มีที่ตาก เมื่อเอาข้าวไปขายก็โดนโรงสีกดราคาอย่างหนัก ซึ่งมันไม่เป็นธรรม ก็เลยสำนึกว่า ไอ้ที่ชาวนาพึ่งตัวเองไม่ได้ก็เพราะมันเป็นแบบนี้นี่เอง จึงขนข้าวกลับ และคิดว่าเราจะต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ตรงนี้แหละคึอความสำคัญที่ทำให้ผมดำรงอาชีพเป็นชาวนาอยู่มาจนวันนี้”
ภูดิน รักษ์รงค์ ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อของธนาคารแห่งหนึ่ง เล่าถึงประสบการณ์ของการทำนาเป็นงานอดิเรก โดยใช้วันหยุดพลิกฟื้นผืนดิน 9 ไร่ ซึ่งเป็นมรดก ในพื้นที่ ต.สวนหลวง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่การเรียนรู้และทดลองอาชีพเกษตร ตามแนวทางเศรษฐกิจพึ่งตนเอง และเศรษฐกิจพอเพียง
“ไม่เคยทำมาก่อน ตั้งใจทำแบบปลอดสารพิษ พยายามศึกษาหาความรู้เรื่องการทำนา และเริ่มทำในช่วงปี 2555 โดยใช้เวลาในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดอื่นๆ รวมไปถึงเวลาหลังเลิกงาน ใช้ชื่อว่า ‘นาแซมดิน’ ชื่อนี้มาจากการที่เรามาพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์โดยการทำกสิกรรมแบบธรรมชาติ และพืชที่แซมขึ้นมาจากดินจะต้องเป็นพืชที่มีคุณภาพและปลอดจากสารพิษสารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น”
หลังจากได้ประสบการณ์ที่ถูกโรงสีกดราคารับซื้อข้าว ภูดินจึงเริ่มศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง โดยเข้าไปศึกษาอบรมที่มูลนิธิข้าวขวัญ อีกทั้งดูงานจากเครือข่ายที่ประสบความสำเร็จ เมื่อความรู้ทั้งการเลือกพันธุ์ วิธีการเพาะปลูก และดูแลแบบธรรมชาติ มีมากขึ้นจนมั่นใจ กระทั่งลงทุนซื้อเครื่องสีข้าว ทำโรงสีขนาดเล็ก ตั้งเป้าว่าจะต้องแปรรูปข้าวเพื่อจำหน่าย
“สิ่งสำคัญของการทำนาปลอดสารพิษ ต้องเลือกสายพันธุ์ข้าวที่ตลาดยอมรับ จึงต้องใช้พันธุ์ข้าวพื้นเมือง แต่ปัญหาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองคือผลผลิตต่ำ ผมจึงเลือกข้าวสังข์หยดและข้าวไข่มดริ้น พันธุ์พื้นเมืองของ จ.นครศรีธรรมราช โดยตรง ได้ผลผลิตไร่ละ 400-500 กก. เมื่อแปรรูปเป็นข้าวกล้องจะเหลือเพียง 300 กก. ขายเฉลี่ย กก.ละ 60 บาท ได้เงินประมาณ 1.8 หมื่นบาท/ไร่ ต้นทุนการทำนาและแปรรูปเฉลี่ยไร่ละ 2,000 บาท แต่ก็มีผลพลอยได้จากปลายข้าวและรำ ซึ่งนำมาเลี้ยงเป็ด ส่วนแกลบที่ได้ก็ใช้เผาถ่านเพื่อใช้ในครัวเรือน มูลเป็ดที่เลี้ยงไว้ก็นำมาทำปุ๋ยในนาข้าว เป็ดก็เอาไปกินหอยเชอรี่ในนา ทุกสิ่งอย่างหมุนเวียนเกื้อหนุน จึงทำให้เรามีกำไรมาก มีชีวิตที่ดีขึ้น และที่สำคัญยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย”
ภูดินเล่าถึงก้าวสำคัญที่ทำให้เขาต่อยอดความฝันที่จะทำการเกษตรด้วยการออกผลิตภัณฑ์ “ข้าวแซมดิน” ซึ่งใช้กลวิธีการตลาดนั้นแบบพึ่งตนเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางเช่นเดียวกัน
“ผมใช้โซเชียลมีเดียเป็นช่องทาง เพราะมีประโยชน์สูงประหยัดสุด ใช้เฟซบุ๊กสื่อสารทุกกระบวนการปลูกข้าว ทำให้ผู้คนสนใจเข้ามาติดตามและกลายเป็นลูกค้าประจำ ผมจะให้ลูกค้าผูกปิ่นโตข้าว คือออร์เดอร์ข้าวล่วงหน้า เช่น สั่งซื้อ 30 กก. โดยจอง 6 เดือน จะมีสัญญากับลูกค้าว่าจะทยอยสีข้าวส่งไปให้เดือนละ 5 กก. เป็นเวลา 6 เดือน จึงรับรองได้ว่าลูกค้าจะได้ข้าวที่สดใหม่ไม่มีตกค้าง แต่ลูกค้าที่สั่งจะต้องโอนเงินทั้งหมดก่อน เงินที่ลูกค้าโอนมาก่อนจึงเป็นทุนในการทำนา ข้าวที่เหลือขายก็จะนำไปบริจาคให้กับสถานปฏิบัติธรรมสวนโมกข์นานาชาติ”
ประสบการณ์ที่ได้รับการจากทดลองทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริม ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ สาขานวัตกรรมดีเด่นในการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้สู่ภูมิปัญญาไทย ในงานศิลปาชีพ ประทีปไทย ประจำปี 2558 เป็นการันตี ทำให้ภูดินใช้โอกาสนี้ชักชวนชาวบ้านรอบๆ เข้ามาร่วมเป็นเครือข่ายกสิกรรมโดยไม่ใช้สารเคมี
“จะเห็นได้ว่า หากทำนาแบบพึ่งพาตนเองครบวงจรแบบเกษตรอินทรีย์ ต้นทุนจะต่ำมาก สำหรับก้าวต่อไปที่กำลังทำคือการสร้างเครือข่ายช่วยชาวบ้าน ซึ่งได้เตรียมจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน”







