
ไม่แทรกแซง
การตรวจสอบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบ
การตรวจสอบสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เริ่มส่งผลบานปลาย ทำให้ ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ต้องลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้เกิดการตรวจสอบอย่างละเอียดจากทุกหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตามถือว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบที่น่าชื่นชม
ย้อนกลับไปถึงต้นกำเนิด พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ได้ให้อำนาจและงบประมาณกับ สสส.อย่างกว้างขวาง ทำให้ สสส.ถือเป็นหน่วยงานแรกที่รับเงินภาษีสรรพสามิตจากเหล้า-บุหรี่ 2% มารณรงค์เรื่องสุขภาพอย่างจริงจัง จนเกิดการรณรงค์เรื่องการออกกำลังกาย การเลิกเหล้า รวมถึงเรื่องการลดอุบัติเหตุ จนได้ผลในระดับหนึ่ง
14 ปีผ่านไป องค์กรขยายแผนงานจนใหญ่ขึ้นตามลำดับ ปีงบประมาณ 2558 สสส.ได้รับงบอุดหนุนจากภาษีมากกว่า 4,000 ล้านบาท และมีแผนงาน รวมถึงเครือข่ายแตกแขนงออกไปมากมาย ทำหน้าที่ทั้งประสานงาน และรับทุนเพื่อจัดทำโครงการทุกด้านที่เกี่ยวกับ “สุขภาวะ”
อย่างไรก็ตาม ระยะหลังข้อครหาที่เข้ามายัง สสส.กลับมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้งบประมาณในบางโครงการอย่างฟุ่มเฟือย การใช้เงินในบางโครงการที่ไม่เกี่ยวกับการรณรงค์เรื่องสุขภาพ การจัดสรรเงินให้เฉพาะพวกพ้อง รวมถึงการวางตัวเป็นผู้ทรงอิทธิพลของผู้บริหารบางคน และการประเมินผลโครงการแบบผิวเผิน ทำให้องค์กรต้องรับภาระหนัก ถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหน่วยงานรัฐ
ไม่ว่าจะอ้างความดีงาม หรือสุขภาวะของประชาชนอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่ สสส.ควรต้องยอมรับคือเสียงลือเกี่ยวกับการเล่นพรรคพวกเพื่อขอรับการสนับสนุนทุนนั้นมีอยู่จริง นอกจากนี้ควรเลิกผูกขาดความเป็นคนดีที่ไม่ยอมรับการตรวจสอบจากหน่วยงานรัฐอื่น แต่ควรเปิดเผยงบการเงิน และขั้นตอนการพิจารณาแต่ละโครงการที่มาจากภาษีประชาชนอย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน ผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่าง คตร.และรัฐบาลต้องทำหน้าที่โดยสุจริต ตรงไปตรงมา ไม่มีธงล่วงหน้า ที่สำคัญจะต้องรักษาเจตนารมณ์ความเป็นอิสระของงบประมาณ รวมถึงรักษาไม่ให้กลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซงนโยบายการรณรงค์ผลเสียจากสุรา บุหรี่ หรือการลดโรคจากพฤติกรรมต่างๆ มากกว่าจะใช้อำนาจรัฐเข้ามายึดกุมงบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อทำให้ สสส.กลับเข้าสู่ระบบราชการอีกครั้ง
เพราะหากล้ม สสส.แล้วโอนภารกิจกลับไปอยู่ภายใต้ร่มเงาของระบบราชการอีกครั้ง สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและปรับจุดด้อยของกฎหมายให้หายคลุมเครือจะทำให้ประชาชน ภาคี และองค์กรต่างๆ ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง







