posttoday
ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคดีรื้อบาร์เบียร์เป็น28ม.ค.59

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคดีรื้อบาร์เบียร์เป็น28ม.ค.59

15 ตุลาคม 2558

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคดีรื้อบาร์เบียร์เป็น28ม.ค. 59เหตุ ชูวิทย์ยื่นคำขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพเพื่อขอลดโทษ

ศาลฎีกาเลื่อนอ่านคดีรื้อบาร์เบียร์เป็น28ม.ค. 59เหตุ ชูวิทย์ยื่นคำขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพเพื่อขอลดโทษ

เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ได้อ่านคำพิพากษา คดีที่พนักงานอัยการ เป็นโจทย์ยื่นฟ้องจ่าสิบเอกอภิชาต  ริมสาร กับพวกรวม 130 คน ในคดีรื้อบาร์เบียร์  กรณีเมื่อช่วงเช้ามืดเวลา 04.00 น. วันที่ 26 ม.ค. 2546 มีกลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคน แต่งกายชุดซาฟารี พร้อมรถแบ็กโฮบุกเข้าทำลายร้านบาร์เบียร์ 60 ร้าน ซึ่งตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 10 ไร่ บริเวณสุขุมวิทสแควร์ ซอยสุขุมวิท 10 ถนนสุขุมวิท แขวงและเขตคลองเตย เสียหายราบเป็นหน้ากลอง เนื่องจากกลุ่มนายทุนกลุ่มใหม่ได้ว่าจ้างให้เข้าไปรื้อร้านค้าของผู้เช่าเดิมเพื่อจะใช้พื้นที่ทำประโยชน์ ภายหลังตำรวจสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสิ้นจำนวน 131 คน อาทิ นายชูวิทย์, พ.ท.หิมาลัย ผิวพรรณ หรือเสธ.หิ  พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร หรือเสธ.แอ๊ป โดย พ.ต.ธัญเทพ และนายชูวิทย์ ได้เข้ามอบตัวในภายหลัง พนักงานสอบสวนใช้เวลารวบรวมพยานหลักฐานกว่า 2 เดือน จึงนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมด ส่งฟ้องเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 46 โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธ

ต่อมาศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2549 ให้จำคุก 1 ปี นายชาญเวทย์ มาลัยบูชา จำเลยที่ 49 ซึ่งเป็นทนายความนำเอกสารสิทธิ์การครอบครองที่ดินไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวน สน.ลุมพินี ให้ลงบันทึกประจำวันช่วงเวลาเดียวกับที่กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังรื้อถอน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้อื่นเข้าใจว่าการรื้อถอนถูกกฎหมาย และหาผู้ร่วมดำเนินการ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.358, 365 (2) (3) ประกอบ 362, 83 และ 86 ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน แต่ศาลเห็นว่าคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 49 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอื่นศาลยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้อง ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษากลับว่า นายชูวิทย์ กับพวกอีก 2 คน ที่เป็นนายทหาร มีความผิดจริง จึงสั่งจำคุกคนละ 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา ซึ่งนายทหารทั้ง 2 ได้ยื่นเงิน 5 แสนบาทบาท เพื่อประกันตัว ส่วนด้านนายชูวิทย์ ได้ปล่อยตัวเพราะมีเอกสิทธิ์การเป็น ส.ส.คุ้มครองในขณะนั้น

โดยวันนี้ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จำเลยที่ 129 ได้ยื่นคำร้องถอนคำให้การจากให้การปฏิเสธและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง และขอให้ลงโทษสถานเบา และรอการลงอาญาจำคุกต่อศาลชั้นต้น เพื่อให้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาพิจารณาคำร้องใหม่ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปก่อน และให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษา คืนให้ศาลฎีกา ตามคำร้อง และนัดอ่านคำพิพากษาใหม่ ในวันพฤหัสที่ 28 ม.ค.  2559 เวลา 09.00 น. พร้อมออกหมายจับ เสธ.แอ๊บ พ.ต.ธัญเทพ ธรรมธร นายทหารสังกัดกองพันทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ พร้อมจำเลย รวม 7 คน หลังไม่มาฟังคำพิพากษา

ขณะที่ นายชูวิทย์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่เกิดคดีนี้ขึ้นยาวนานกว่า 12 ปี ได้ไตร่ตรองและคิดมาเสมอว่าการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด จึงขอสารภาพและยอมรับความผิดที่ได้กระทำลงไป และขอให้ศาลลงโทษสถานเบา เนื่องจากเวลานั้นด้วยความอึดอัดและความกดดันในฐานะนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่ต้องเร่งหาเงิน จึงอยากนำที่ดินมาทำกำไรให้เร็วที่สุด ซึ่งภายหลังจากได้พูดความจริงแล้ว เหมือนยกภูเขาออกจากอก พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่าเราสามารถจะโกหกใครก็ได้ ยกเว้นตัวเอง และขอให้ประชาชนที่ต่อสู้ทางกฎหมายพูดความจริง เพราะจะรู้สึกสบายใจขึ้น

“พร้อมหวังว่าประชาชนจะให้โอกาสในความผิดที่ ได้ทำลงไป ส่วนค่าเสียหายกว่า100ล้านบาทได้ชดใช้ให้ทุกคนจนหมดสิ้นแล้ว โดยหวังว่าคดีที่ต่อสู้มายาวนานจะจบลง และในวันที่28มกราคม2559ที่ศาลนัด จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาอย่างแน่นอน โดยหวังว่าศาลจะลงโทษสถานเบา”นายชูวิทย์ กล่าว  

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ