
หลักสูตรซีอีโอ
โดย...อธิกร ศรียาสวิน
โดย...อธิกร ศรียาสวิน
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แม้จะเกิดเป็นลูกเศรษฐี แต่ถ้าจะให้มีดีเหนือใคร ก็ต้องเคยไปลงเรียนรู้วิชาสำคัญที่ชื่อว่า “วิชาลำบาก”
ด้วยเพราะวิชาลำบากนั้น มันเป็นจุดเริ่มต้นของความเข้าใจในพื้นฐานธุรกิจ เคยได้อ่านเรื่องราวของคุณธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหารของไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ ผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ ที่ต้องโหนรถเมล์ไปเรียนมหาวิทยาลัย และพอเรียนจบมาจากสหรัฐใหม่ๆ เมื่อกลับเข้ามาเริ่มต้นทำงานในบริษัทคุณพ่อ คือ คุณไกรสร จันศิริ ก็ส่งให้ลูกชายไปหัดเริ่มต้นทำงานด้วยการเป็นพนักงานในโรงงาน แล้วค่อยๆ ไต่เต้าฝึกฝนความสามารถขึ้นมาทีละขั้น
เรียกได้ว่าลูกเจ้าของบริษัท แต่กลับถูกส่งไปทำงานเป็นพนักงานธรรมดาๆ ไม่มีสิทธิพิเศษใดๆ โดยผู้จัดการโรงงาน สามารถสั่งงานได้ทุกอย่าง แถมยังต้องรายงานความประพฤติของลูกชายโดยตรงกับคุณพ่อ โดยคุณไกรสรให้เหตุผลว่า การให้ลูกได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้ จะทำให้เขาได้เรียนรู้และเข้าใจธุรกิจของตัวเองอย่างลึกซึ้ง เข้าใจหัวอกของพนักงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในอนาคต เรียกว่าได้เรียนรู้ทั้งเรื่องงานและเรื่องคนไปพร้อมๆ กัน
“ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ต้องทำงานหนัก มือต้องเลอะ ไม่มีความสวยงาม ผมฝึกจนทำเป็นทุกกระบวนการและเคยนอนในโรงงานมาแล้ว 3 ปี ทำให้เข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดี” คุณธีรพงศ์ พูดถึงงานที่เคยผ่านมา จนถึงวันนี้เขามีทักษะสามารถขูดปลา ผ่าท้องปลา และแกะกุ้งได้อย่างชำนาญ
เรื่องราวข้างต้นนี้ได้ยินได้ฟังมานาน จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสสนทนากับคุณปรีชา ส่งวัฒนา ผู้ก่อตั้งธุรกิจแฟชั่น FLYNOW และ FN Outlet
คุณปรีชา เล่าแนวคิดให้ฟังว่า ส่วนหนึ่งในการอบรมลูกๆ ก็จะให้ลูกๆ ไปฝึกฝนเริ่มต้นชีวิตการทำงานในร้านอาหารของครอบครัว ซึ่งมีชื่อว่าร้านขนมจีนเส้นสด ด้วยเหตุผลว่า การทำธุรกิจร้านอาหารนั้นมันเป็นงานหนัก เป็นการนำเสนอทั้งสินค้าและบริการไปด้วยกัน ลูกๆ ก็จะได้เรียนรู้เรื่องการขาย พร้อมๆ กับได้ฝึกฝนการบริการ แถมงานในร้านอาหารยังเป็นงานที่หนัก ก็เท่ากับว่าเป็นการฝึกความอดทนไปด้วยพร้อมๆ กัน ซึ่งนั่นก็คือการสร้างพื้นฐานที่ดีในการรับผิดชอบงานใหญ่ในอนาคต
หลังผ่านกระบวนการฝึกงานในร้านอาหารของครอบครัวแล้ว คุณปรีชาก็มักจะชวนลูกๆ ให้เดินทางไปหัวหิน แต่เดินทางไปครั้งใดก็มักจะไปไม่ถึงหัวหิน เพราะลูกๆ มักจะถูกพาให้ไปช่วยขายของที่ FN Outlet สาขาเพชรบุรี อยู่เป็นประจำ
คุณปรีชา อธิบายให้ฟังว่า การทำแบบนี้จะทำให้ลูกๆ ได้รับประสบการณ์ ได้เรียนรู้วิธีขายของ ได้ลองสัมผัส รับมือกับความรู้สึกของลูกค้า แบบตัวจริงๆ ไม่มีสแตนด์อิน สัมผัสถึงความพอใจและความไม่พอใจ ได้เรียนรู้ถึงความสุขสมหวังเมื่อขายได้ พร้อมๆ กับได้เรียนรู้จัดการกับความผิดหวังเมื่อปิดการขายไม่สำเร็จ ได้รู้จักกับการสร้างพลังใจให้กับตัวเองในยามที่ลูกค้าทำให้เหน็ดเหนื่อยท้อใจ
เจ้าอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้นี่เองที่มันไม่มีสอนในโรงเรียนธุรกิจ ต้องเรียนรู้จากประสบการณ์จริงๆ เท่านั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ทำให้เข้าใจ รับรู้ รู้สึก รู้ลึกถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของผู้บริโภคได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
กับอีกเรื่องราวของซีอีโอผู้สร้างแอพพลิเคชั่นทางการเงินในมือถือ ชื่อ Ruma เป็นสตาร์ทอัพจากอินโดนีเซีย นามว่า อัลดี แฮรีโอปราโตโม
อัลดีใช้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ชีวประวัติของ เช กูวารา เป็นไอเดียออกเดินทางเพื่อสำรวจตลาดสถาบันการเงินชุมชนรายย่อย โดยมุ่งศึกษาการทำงานแบบไมโครไฟแนนซ์ของอินโดนีเซีย ด้วยการใช้รถมอเตอร์ไซค์บิดออกสำรวจไปทั่วประเทศ
โดยความคิดและความรู้ที่สั่งสมได้ระหว่างทาง มันทำให้เขาค้นพบกับไอเดียในการบริหารจัดการเงินให้กับลูกค้าขนาดย่อย เขานำเสนอโปรเจกต์ Ruma นี้ ผ่านการระดมทุนในซิลิคอนวัลเลย์ และได้รับความไว้ใจจากกลุ่มทุนกูหนุงเชวู เกนจานา ซึ่งเป็นกลุ่มลงทุนยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซียที่มาช่วยให้ทุนเพื่อต่อยอดกิจการ
เพราะความรู้จากการขี่รถมอเตอร์ไซค์สำรวจเข้าไปในทุกๆ พื้นที่ห่างไกล เขาพบว่าคนในชนบทนั้นสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้เพียงแค่ 16% ซึ่งนั่นมันช่างไม่ตอบโจทย์ในการเป็นอินเทอร์เน็ตแอพพลิเคชั่นที่ให้บริการด้านการเงิน
แต่เพราะการเดินทางไปเห็นวิถีชีวิต ทำให้เขาค้นพบจุดขายใหม่ในการให้บริการจ่ายค่าไฟ จ่ายคืนเงินกู้ ผ่าน Ruma โมบายแอพพลิเคชั่น นั่นคือการสร้างผู้แทนขายเพื่อเป็นผู้ให้บริการสำหรับคนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ซึ่งนั่นก็คือการเปิดตลาดให้ร้านค้าเล็กๆ ในชุมชนกว่า 3 หมื่นรายทั่วประเทศ เป็นตัวกลางในการรับจ่ายเงินค่าบริการต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่น Ruma โดยลูกค้าที่อยากใช้บริการจ่ายค่าบริการออนไลน์แต่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็สามารถใช้บริการได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่เดินเข้าไปยังร้านค้าเล็กๆ ที่เปิดให้บริการ โดยร้านค้าก็จะได้ส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมในการทำรายการจ่ายเงินค่าบริการต่างๆ ไปตามอัตราส่วน
รูม่า แอพ ประสบความสำเร็จ มีลูกค้ากว่า 1.5 ล้านคน บริษัทมีพนักงานกว่า 500 คน โดยพนักงาน 300 คนจะหมั่นออกเดินทางเพื่อไปเยี่ยมตัวแทน 3 หมื่นรายทั่วประเทศ โดยซีอีโออย่าง อัลดี ก็ยังคงขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกสำรวจพื้นที่ไปพบปะเอเยนต์และลูกค้าในหมู่บ้านต่างๆ ทุกๆ สัปดาห์ สัปดาห์ละสองวัน
บนความเชื่อว่า การเข้าถึงความรู้สึกของผู้บริโภคอย่างแท้จริงนั้นจะช่วยให้การตัดสินใจต่างๆ ของเขานั้นชัดเจน มีประโยชน์สำหรับผู้บริหาร หากย้อนกลับมาดูประวัติชีวิตของชายหนุ่มคนนี้ เราจะพบว่าเขาเกิดในครอบครัวที่บิดาทำงานเกี่ยวข้องกับการสร้างถนน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการพัฒนาชนบท และเขานั่นเองที่ก็ใช้ถนนในการเข้าไปค้นหาคำตอบใหม่ๆ ในการทำธุรกิจวิชาติดดิน แบบนี้นี่เองที่ละม้ายคล้ายเป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ซีอีโอจะค้นพบคำตอบได้ ต้องได้สัมผัส ลิ้มลองของจริงๆ ด้วยตัวเอง







