
สินค้าโภคภัณฑ์โลกอ่วม เอลนินโญถล่ม จีนหดตัวซ้ำ
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เป็นที่ชัดเจนว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการของโลกนั้นกำลังประสบกับภาวะยากลำบากมากที่สุดในรอบหลายปี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ในด้านการเกษตรหรือสินค้าประเภทแร่และโลหะที่กำลังได้
รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ รอบด้าน และส่งผลให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเหล่านี้กำลังเจอกับภาวะผลกระทบที่รุนแรงอย่างคาดไม่ถึง
ภายหลังจากที่ปริมาณสินค้าเกษตรทั่วโลกตกต่ำมาระยะหนึ่ง คาดว่าหลังจากนี้ไปราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นสินค้าเกษตรกำลังจะกลับมาร้อนแรงมากขึ้น ภายหลังจากที่ผลผลิตตกต่ำอันเป็นผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนินโญที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในหลายพื้นที่ของโลก
โดยรัฐบาลหลายประเทศทั้งในสหรัฐและออสเตรเลียได้เตือนว่า เอลนินโญที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นมีความรุนแรงมากที่สุดในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษเลยทีเดียว ในขณะที่พื้นที่ด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณทวีปอเมริกากำลังเผชิญหน้ากับภาวะฝนตกหนักผิดปกติ แต่ทว่าในด้านตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังเผชิญหน้ากับภาวะแห้งแล้งอย่างหนัก อย่างเช่นกรณีไฟป่าที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียที่ดีกรีความรุนแรงนั้นกำลังถูกโหมให้หนักขึ้นจากปรากฏการณ์เอลนินโญที่นำมาซึ่งความแห้งแล้งหนักกว่าเดิม
ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสินค้าเกษตรเริ่มเห็นเป็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้ว อย่างเช่นในบราซิล อันเป็นพื้นที่เพาะปลูกอ้อยรายใหญ่ของโลกนั้น ปริมาณฝนที่ตกลงมามากเกินไป ทำให้ปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้จากอ้อยนั้นลดลง ขณะที่ในออสเตรเลียและเอเชีย ตลอดจนถึงแอฟริกานั้น สภาพอากาศที่แห้งแล้งผิดปกติได้ส่งผลกระทบต่อทั้งผลผลิตปาล์มน้ำมัน โกโก้ และกาแฟ อย่างเห็นได้ชัด
ตามรายงานของวอลสตรีท เจอร์นัล ชี้ว่า ผลจากความผิดปกติของสภาพอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์ด้านการเกษตรนั้น ได้ทำให้ราคาน้ำตาลปรับเพิ่มขึ้นแล้วถึง 31% ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ขณะที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนมก็ปรับขึ้นมาแล้วถึง 36% ส่วนราคาปาล์มน้ำมันก็ปรับขึ้นมาแล้ว 13.1% เช่นกัน และข้าวสาลีก็ปรับขึ้น 6.1%
ตามข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พบว่า ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่ใช่พลังงานจะปรับขึ้นเฉลี่ยที่ 5.3% ในระยะ 12 เดือน หลังการประกาศภัยจากปรากฏการณ์เอลนินโญ
กระนั้นก็ตามแม้จะดูราวกับว่าราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสียต่อประเทศผู้ส่งออก แต่ต้องไม่ลืมว่าราคาที่ปรับขึ้นนั้นไม่ได้เป็นเพราะความต้องการสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น แต่เป็นเพราะผลผลิตนั้นตกต่ำลงจากผลกระทบของสภาพอากาศมากกว่า
ดังเช่นในกรณีของปาล์มน้ำมัน
ออกยาวาติ โฆษกหญิงของสมาพันธ์ปาล์มน้ำมันแห่งอินโดนีเซีย ให้ความเห็นว่า พื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันในอินโดนีเซียกำลังเผชิญหน้ากับความแห้งแล้งที่ผิดปกติอย่างมาก ซึ่งส่งผลให้การออกผลของปาล์มช้าออกไป
นอกจากนี้ จากปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดควันไฟปกคลุมไปทั่วภูมิภาคนั้น ยังจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตปาล์มน้ำมันต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งด้วย
นั่นคือชะตากรรมของสินค้าเกษตรที่กำลังเจอกับผลกระทบรุนแรงจากปรากฏการณ์เอลนินโญ ที่กำลังจะทำให้ผลผลิตตกต่ำลงอย่างรุนแรงหลังจากนี้
แต่ในขณะเดียวกัน สินค้าโภคภัณฑ์ในรูปแบบของสินค้าประเภทแร่และโลหะต่างๆ กำลังประสบกับปัญหาราคาตกต่ำสวนทางออกไป โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่กำลังทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง และส่งผลต่อราคาในตลาดโลกมาอย่างต่อเนื่องในปีนี้
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าจีนเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะและแร่เป็นจำนวนมหาศาลมากมาย ในอดีตที่ผ่านมาจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของจีนที่ทำให้การก่อสร้างในจีนนั้นรุ่งเรืองต่อเนื่องมาหลายปี
แต่กระนั้นการหดตัวของเศรษฐกิจจีนที่เริ่มสำแดงอาการออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ได้ส่งผลต่อความต้องการของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้อย่างรุนแแรง และเริ่มส่งผลกระทบต่อประเทศผู้ส่งออกอย่างหนักเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศผู้ส่งออกอย่างออสเตรเลีย ไล่ไปทั่วทั้งเอเชีย ตลอดไปจนถึงละตินอเมริกา
โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐ คาดการณ์ว่าราคาทองแดงจะยังตกลงไปเรื่อยๆ จนแตะ 4,800 เหรียญสหรัฐ/ตัน ภายในสิ้นปีนี้ จากระดับราคาที่ปัจจุบันราว 5,344 เหรียญสหรัฐ/ตัน แน่นอนว่าผลกระทบหลักๆ มาจากความต้องการที่ลดลงในตลาดจีน
ส่วนราคาสังกะสีนั้น บริษัท เกลนคอร์ ผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลกได้ประกาศตัดลดการผลิตสังกะสีลงแล้ว 5 แสนตัน ภายหลังจากที่ความต้องการในตลาดลดลง ซึ่งจำนวนที่ตัดลดลงไปนั้นคิดเป็น 3.5% ของปริมาณสังกะสีที่ผลิตได้ทั่วโลก แน่นอนว่าคาดว่าการตัดลดกำลังการผลิตในครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นราคาได้เพียงในระยะสั้นเท่านั้น ขณะที่ในระยะยาวผลกระทบจากดีมานด์ที่ลดลงจากจีนก็จะยังคงส่งผลกระทบต่อไป
ขณะที่ราคาทองคำนั้น แน่นอนว่าราคาโลหะล้ำค่าประเภทนี้จะยังคงขึ้นอยู่กับสถานะของเงินเหรียญสหรัฐ และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐ ซึ่งโกลด์แมน แซคส์ ยังมองว่าราคาทองคำยังจะอยู่ในทิศทาง
ขาลงต่อไป แม้ว่าในระยะที่ผ่านมาจะกระเตื้องขึ้นมาได้บ้างในระยะสั้นก็ตาม โดยในระยะ 3 เดือน ราคาน่าจะอยู่ที่ 1,150 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในระยะ 6 เดือน อยู่ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และในระยะ 12 เดือน จะอยู่ที่ 1,050 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
แองกัส กลุสกี ผู้อำนวยการจัดการกองทุนไวท์ฟันด์ ในมหานครซิดนีย์ มองผลกระทบจากการชะลอตัวของจีนนั้นไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกอย่างชัดเจน รวมไปถึงออสเตรเลียที่ถือว่าเป็นผู้แพ้ที่เห็นได้ชัดที่สุดกับภาวะความตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในปีนี้ โดยเศรษฐกิจออสเตรเลียในไตรมาส 2 ได้ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2% เท่านั้น จากระดับเฉลี่ยที่ 3.25% ต่อปี
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกในปีนี้ต้องประสบภาวะผันผวนผิดปกติอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเกษตรหรือสินค้าโลหะ หรือแร่ต่างๆ จากทั้งปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมอย่างปรากฏการณ์เอลนินโญ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยากจะควบคุมได้เช่นเดียวกัน







