posttoday
ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (7)

ตำนานความขัดแย้งในวงการสาธารณสุข (7)

13 ตุลาคม 2558

จุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้เกิด “ขบวนการแพทย์ชนบท” ขึ้น เกิดจาก นพ.มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ แพทย์ใช้ทุนรุ่น 3 ที่ไปทำงานชดใช้ทุนที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้ตระเวนชักชวนแพทย์ชนบทโดยเฉพาะในภาคอีสานไปประชุมครั้งแรกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ปลายปี 2518 โดย นพ.อุเทน จารณศรี แพทย์ชนบทอาวุโส ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปากช่องขณะนั้นเป็น “เจ้าภาพ”

จุดพลิกผันสำคัญที่ทำให้เกิด “ขบวนการแพทย์ชนบท” ขึ้น เกิดจาก นพ.มานิตย์ ประพันธ์ศิลป์ แพทย์ใช้ทุนรุ่น 3 ที่ไปทำงานชดใช้ทุนที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ได้ตระเวนชักชวนแพทย์ชนบทโดยเฉพาะในภาคอีสานไปประชุมครั้งแรกที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ปลายปี 2518 โดย นพ.อุเทน จารณศรี แพทย์ชนบทอาวุโส ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปากช่องขณะนั้นเป็น “เจ้าภาพ”

การประชุมครั้งนั้นได้ข้อยุติให้รวมตัวกันเป็นองค์กร ชื่อว่า “สหพันธ์แพทย์ชนบท” โดยมีประเด็นสำคัญที่ถกเถียงกันมาก คือ องค์กรจะมุ่งทำงานเพื่อ “ชาวชนบท” หรือเพื่อ “แพทย์ชนบท” ในที่สุดได้ข้อยุติว่าจะต้องมุ่งทำงานเพื่อ “ชาวชนบท” โดยหากจะทำเพื่อแพทย์ชนบทก็จะต้องมุ่งผลบั้นปลายเพื่อให้แพทย์สามารถทำงานเพื่อชาวชนบทได้ดีขึ้น และยาวนานขึ้น

ข้อยุตินี้นับว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นปรัชญาที่กำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธีการทำงานตั้งแต่เริ่มต้นจนปัจจุบัน การกำหนดหลักการมุ่งทำงานเพื่อชาวชนบททำให้สหพันธ์แพทย์ชนบท ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเพื่อลด “ความเป็นซ้าย” ลง เป็น “ชมรมแพทย์ชนบท” มีสถานภาพเป็น “ขบวนการ” ที่ทำงานเพื่อบรรลุ “อุดมการณ์” หรือเป้าหมายเพื่อประชาชนในชนบท ไม่กลายสถานภาพเป็น “สถาบัน”  ที่ทำงานเพื่อองค์กรหรือบุคคล

เมื่อต้องทำเป็นขบวนการจึงต้องมีการเรียนรู้ธรรมชาติขององค์กรลักษณะนี้ โดยศึกษาจากมหาตมะ คานธี ผู้นำขบวนการกู้เอกราชของอินเดีย ซึ่งเตือนผู้ร่วมขบวนการไว้ว่า พัฒนาการของขบวนการจะมีอยู่ 5 ขั้นตอน เริ่มจาก 1) ไม่มีคนรู้จัก ไม่มีใครสนใจ 2) เมื่อก่อตัวไปได้ระยะหนึ่งจะถูกระแวงสงสัย 3) เมื่อเริ่มทำงานได้ผล จะถูกผู้เสียผลประโยชน์มุ่งทำลาย 4) ถ้าขบวนการสามารถฟันฝ่าไปได้จนมีพลังเข้มแข็งขึ้น จะมีผู้เข้ามาฉกฉวยเอาผลประโยชน์ 5) จากนั้นขบวนการจะเดินไปสู่ทางสองแพร่ง ทางหนึ่งคือถูกทำลายจนพ่ายแพ้ สลายตัวไป หรืออีกทางหนึ่งคือ “ลงร่อง” หรือ “ติดหล่ม” กลายสภาพเป็น “สถาบัน” ที่มุ่งทำเพื่อตนเองมากกว่าเพื่ออุดมการณ์หรือเป้าหมาย

ขบวนการแพทย์ชนบทได้ผ่านการพัฒนาการมาทุกขั้นตอน และสามารถฟันฝ่ามาได้ สามารถดำรงสถานะเป็นขบวนการไม่กลายสภาพเป็นสถาบัน มาจนกระทั่งทุกวันนี้

ตั้งแต่เริ่มต้น ขบวนการแพทย์ชนบทระมัดระวังมิให้ถูกระแวงสังสัย และจ้องทำลายโดยการยึดหลักธรรมะข้อหนึ่งในอปริหานิยธรรม คือ การเคารพผู้อาวุโส ประธานสหพันธ์แพทย์ชนบทคนแรกจึงได้แก่ นพ.ประสพ พาลพ่าย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา “พี่ใหญ่” ของแพทย์ชนบทในขณะนั้น ต่อมาเมื่อไปประชุมที่พัทยา ก็ได้ นพ.คม ป้องขันธ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี แพทย์ชนบทอาวุโสอีกท่านหนึ่งเป็นเจ้าภาพสนับสนุน เมื่อมี “คำถาม” จากผู้มีอำนาจในกระทรวงสาธารณสุข แพทย์รุ่นอาวุโสเหล่านี้จะเป็นผู้อธิบาย

ข้อสำคัญ แทนที่จะมุ่งรวมตัวเสนอข้อเรียกร้องกดดันกับกระทรวงสาธารณสุข ขบวนการแพทย์ชนบทใช้วิธี “เข้าหา” และ “ร่วมมือ” กับกระทรวงสาธารณสุข และมุ่งมั่นทำงานอย่างทุ่มเท จนได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจาก “ผู้ใหญ่” ในกระทรวงสาธารณสุขอย่างดี 

เพราะแท้จริงแล้ว อุดมการณ์เพื่อชาวชนบทของขบวนการแพทย์ชนบท เป็นอุดมการณ์ที่ถูกต้อง และรัฐบาลก็เห็นด้วยกับอุดมการณ์ดังกล่าวโดยพื้นฐาน ตั้งแต่รัฐบาล ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ประกาศนโยบายรักษาฟรี และนโยบายสร้างโรงพยาบาลอำเภอทุกอำเภอ ในปี 2518 ต่อมาในปี 2520 รัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร ก็มีโครงการสร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ในอำเภอห่างไกลทุรกันดารถึง 21 แห่ง

ชมรมแพทย์ชนบทร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขอย่างแข็งขัน จัดทำคู่มือโรงพยาบาลชุมชน ต่อมาจัดทำคู่มือบริหารโรงพยาบาลชุมชนหลายเล่ม ร่วมจัดทำหลักสูตร และเป็นวิทยากรอบรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ปฐมนิเทศแพทย์จบใหม่ อบรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ช่วยแก้ไขระเบียบเงินบำรุง หลักเกณฑ์ค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการและในวันหยุดราชการ ฯลฯ เมื่อแพทย์ชนบทส่วนหนึ่งเติบโตเข้ามาเป็นผู้บริหารในกระทรวงสาธารณสุข ช่วยผลักดันนโยบายเพื่อชาวชนบทในส่วนกลาง ก็ยิ่งทำให้การทำงาน “เพื่อชาวชนบท” มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผลงานของชมรมแพทย์ชนบท ทำให้มีการก่อตั้งชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ผนึกกำลังกันทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศอย่างมีพลังยิ่งขึ้น

ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแพทย์ชนบทกับแพทย์ในเมืองหลวงและเมืองใหญ่เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลมีนโยบายเน้นการพัฒนาชนบท โดยชะลอการลงทุนก่อสร้างในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ถึง 5 ปี เพื่อสร้างโรงพยาบาลอำเภอให้ครบทุกอำเภอ และสถานีอนามัยให้ครบทุกตำบล ในยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ความขัดแย้งไม่ปรากฏความรุนแรง เพราะผู้ใหญ่ในชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ขณะนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่ “ใหญ่จริง”

เมื่อเกิดนโยบายบัตรทองและ สปสช.มีนโยบายกระจายงบประมาณตามจำนวนประชากร ทำให้ชาวชนบทได้รับงบประมาณมากขึ้น เป็นธรรมยิ่งขึ้น จึงสอดคล้องกับอุดมการณ์ของขบวนการแพทย์ชนบท ขบวนการแพทย์ชนบทจึงสนับสนุนนโยบายนี้เต็มที่ เมื่อ สปสช.ดำรงเป้าหมายนโยบายเพื่อความเป็นธรรม คุณภาพ และประสิทธิภาพอย่างมั่นคง ขบวนการแพทย์ชนบทจึงสนับสนุน สปสช.มาโดยต่อเนื่อง

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค