
พท.เผชิญคลื่นใต้น้ำ สลัดแอก-ชิงการนำ
เมื่อโอกาสกำลังมาถึงจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อโอกาสกำลังมาถึงจากคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
โดย...ทีมข่าวการเมือง
บิ๊กเพื่อไทยเชื่อว่าพรรคของอภิสิทธิ์จะถูกยุบแน่ไม่เกินปีนี้ และจะเกิดจุดเปลี่ยนทางการเมือง “อำนาจรัฐ” อาจพลิกขั้วกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง
ความวุ่นวายในพรรคเพื่อไทยจึงระเบิดขึ้น ไม่ใช่แค่ “แนวโน้มโอกาส” ที่อาจมีการเปลี่ยนขั้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมจัดทัพ ปรับองค์กรเตรียมรับการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในภายในปีครึ่งนี้
ลูกพรรคเพื่อไทยจึงออกโรงกดดันคณะผู้บริหารให้มีการปรับโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเก้าอี้หัวหน้าพรรคที่ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีความชัดเจน ไม่ใช่ให้ “ยงยุทธ วิชัยดิษฐ” สวมบท “หน้าม้านอมินี” เป็นหัวหน้าพรรคจนถึงใกล้เลือกตั้ง
เหตุผลที่ต้องการให้มี “หัวหน้าพรรค” ก็เพื่อให้มี “ผู้นำตัวจริง” นำทัพลงพื้นที่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อที่ประชาชนจะได้รู้ว่าใครจะเป็น “นายกรัฐมนตรี” ในขั้วเสื้อแดง และให้เห็นว่าในฐานะเป็นพรรคอันดับหนึ่งมีความพร้อมที่จะบริหารประเทศ
แต่ลึกๆ คือความเคลื่อนไหวของ สส.แต่ละมุ้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ามือวางเก้าอี้นายกฯ ขณะนี้ไม่ว่า มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ใครจะได้เป็นตัวจริง
พรรคเพื่อไทยตั้งแท่นรอเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้ง วันนี้ความฝันกำลังเดินทางมาถึง นานสุดไม่เกินปีครึ่งจากนี้ที่จะต้องมีการเลือกตั้งใหญ่ เนื่องจากสภาจะครบวาระ 4 ปี ปลายเดือน ธ.ค.
ทุกความเคลื่อนไหวในพรรคเพื่อไทยจึงอลหม่าน วุ่นวาย ภายในเต็มไปด้วยระลอกคลื่นที่รุนแรง แม้แต่น้องทักษิณ “พายัพ ชินวัตร” ก็ยังถูกกระแทกจนเกือบจมน้ำ เมื่อบรรดา สส.รุ่นดึกภาคอีสานไม่พอใจ “น้องนายใหญ่” ที่ดำเนินมาตรการรัดเข็มขัด ตัดท่อน้ำเลี้ยง ให้ สส.ใช้เงินตัวเองไปก่อน และโหนกระแสทักษิณ รวมทั้งกรณี “ศพ” จากเหตุการณ์ชุมนุมมาใช้หาเสียง
สนิมเนื้อในแตกสะเก็ด กระทั่งในงานสัมมนา สส.ภาคอีสานเพื่อเคลียร์ใจระหว่างพายัพกับลูกพรรคภาคอีสาน บรรดาคีย์แมนถิ่นที่ราบสูงของเพื่อไทยนำโดย สส.กลุ่มอีสานพัฒนา ยังก่อหวอดเป็นคลื่นใต้น้ำประท้วงพายัพ และคุณตุ๋ย “ถุงเงิน” จากค่ายจีเน็ต ล็อบบี้ สส.ที่เป็นแกนนำจังหวัดไม่ให้เข้าร่วมประชุมเพื่อตอบโต้ หลังจากอีกฝั่งขู่ว่าใครไม่เข้าร่วมจะถูกขึ้นบัญชีดำไม่จ่ายเงินเดือนให้
อีกด้าน สส.อีสานบีบให้พายัพกระจายอำนาจการบริหารพรรค โดยกดดันให้ปรับโครงสร้างพรรคใหม่ ผ่าอีสานออกเป็นโซนต่างๆ ประกอบด้วย อีสานเหนือ อีสานใต้ อีสานกลาง อีสานตะวันออก ทุกกลุ่มจังหวัดจะมีหัวหน้ากลุ่มเพื่อถ่วงดุล ไม่ให้ใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในภาคอีสาน ป้องกันการเล่นพรรครักพวก ดึงก๊วนตัวเองมาลงสมัคร สส. แต่ระดับน้องทักษิณ ฤาจะยอมให้ลูกพรรคมากดดัน
“การสัมมนาครั้งนี้ ถ้ามีการโต้แย้งที่มีเหตุผล ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่การโต้แย้งที่ปราศจากทิศทาง เป็นการทำลายความสามัคคี” พายัพ กล่าวตอนหนึ่ง ก่อนจะยืนยันว่าจะยังไม่อัดฉีดท่อน้ำเลี้ยง
“เวลาต้นไม้กำลังออกดอกออกผล สังเกตได้ว่าต้นไม้ก็จะถูกความกดดันสารพัด ขาดน้ำ ปุ๋ย แสดงว่าต้นไม้ของท่านทักษิณที่กำลังปลูกไว้กำลังจะเจริญงอกงาม ออกดอกออกผลอันยิ่งใหญ่ ท่านไม่ต้องตกใจ ถ้าเราใช้น้ำ ปุ๋ย ต้นไม้ของเราจะไม่ออกดอกออกผล นี่คือความกดดันทุกด้าน ที่สำคัญในการต่อสู้กับความสำเร็จไม่ใช่เงินทอง อำนาจ แต่เป็นความจริงใจตั้งใจ สามัคคีที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน”
ปัญหาภาคอีสานที่ระส่ำหนัก จนบรรดาบิ๊กๆ หัวใจแดงทั้งหลายอดห่วงไม่ได้ว่า ถ้าไม่รีบจัดการปัญหาก็อาจเปิดช่องให้ เนวิน ชิดชอบ แห่งภูมิใจไทย ที่กำลังทุ่มทุนอัดฉีดงบประมาณใส่ภาคอีสานไม่ยั้งช่วงชิงที่นั่งไปได้ เพราะภาคอีสานถือเป็นพื้นที่ชี้ขาด ใครยึดที่นั่งได้โอกาสเป็นรัฐบาลในอนาคตสูง ความแตกแยกในพรรคเพื่อไทยจึงบั่นทอนความสามัคคี โดยเฉพาะปัญหาใหญ่คือ ตำแหน่งหัวหน้าพรรค แน่นอนเก้าอี้ตัวนี้ใครได้เป็นย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอยู่แค่เอื้อม
ยิ่งนานวัน ในพรรคยิ่งแบ่งชัดออกเป็น 2 กลุ่มความคิด เป็น 2 กลุ่มที่หนุน “มิ่งขวัญ” กับ “บิ๊กเหลิม”
“มิ่งขวัญ” ได้ยาดีจากซีกชินวัตร ด้วยจุดเด่นเรื่องภาพลักษณ์ใสซื่อ ไม่เกี่ยวข้องทุจริตคอร์รัปชัน ประนีประนอม ได้รับการยอมรับจากภาคธุรกิจ เคยเป็นผู้นำองค์กรที่ประสบความสำเร็จ ทั้งโตโยต้า อสมท สมัยเป็น รมว.พาณิชย์ ก็ปั่นราคาข้าวถูกใจชาวนามาแล้ว
แรงหนุนส่วนใหญ่นอกจากชินวัตรแล้ว ยังได้ก๊วนหญิงหน่อยจาก กทม. กลุ่ม สส.เหนือ และกลุ่มอีสานพัฒนาบางส่วน แต่จุดอ่อนของมิ่งขวัญก็คือ บุคลิกที่เป็นจุดแข็งตัวเอง นั่นคือการประนีประนอมมากเกินไปจนถูกมองว่าอ่อนปวกเปียก ไม่มีภาวะผู้นำ
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม มีจุดเด่นกับการเรียกมวลชนได้ดี ดังที่ “ประเกียรติ นาสิมมา” ฝ่ายกฎหมายพรรคซึ่งสนับสนุนมิ่งขวัญ อธิบายตัวตนบิ๊กเหลิมไว้ว่า “ท่านเป็นนิวเคลียสที่สามารถดึงคนมาร่วมฟังการปราศรัย แต่ท่านอาจจะขาดการสนับสนุนจากสังคมหลายภาคส่วน”
ซึ่งจุดอ่อนของ ร.ต.อ.เฉลิม ก็เช่นกันคือ จุดแข็งที่เป็นเหมือนแกงเผ็ด ซึ่งจะทำให้บรรยากาศบ้านเมืองในยุคที่เข้าสู่การปรองดองสมานฉันท์ หาก ร.ต.อ.เฉลิม ก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ สังคมก็จะระอุไปด้วยการตอบโต้ ความขัดแย้ง ตาต่อตา ฟันต่อฟัน
โครงสร้างของพรรคที่เป็นเหมือน “บริษัท เพื่อไทย” มีคนในตระกูลคอยดูแลกงสีไม่ให้ลูกพรรคมีอำนาจมาก กลัวจะเสียอำนาจการปกครอง ซึ่งอดีตบิ๊ก “ไทยรักไทยพลังประชาชนเพื่อไทย” เคยเสนอว่า หากจะให้พรรคเป็น “สถาบันทางการเมือง” เหมือนพรรคประชาธิปัตย์ ต้องปรับระบบใหม่ให้สมาชิกพรรคมีอำนาจตัดสินใจ
จะสำเร็จแค่ไหน แต่สำหรับคนชินวัตรบอกว่ายังไม่จำเป็น ไว้รอใกล้เลือกตั้งก่อน เพราะถ้าตัดสินใจเลือกใครในวินาทีนี้ก็อาจทำให้บิ๊กบางคนผิดหวังจนกลายเป็นหอกข้างแคร่ที่คอยทิ่มแทงทำลายพรรคตัวเอง เพราะเวลานี้พรรคเพื่อไทยก็ทะเลาะ หงุดหงิด ไม่พอใจข้ามกลุ่มเป็นปัญหาสารพัดอยู่แล้ว จะมาเพิ่มปัญหาใหญ่อีกทำไม
โดยเฉพาะปมสำคัญระหว่าง ร.ต.อ.เฉลิม กับ มิ่งขวัญ ที่ทั้งคู่ก็ไม่ญาติดีกันอยู่แล้ว







