
จีนยกเครื่องทุนสำรอง ทิ้งบอนด์มะกัน-ซบทอง
เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศอ่อนค่าเงินด้วยการลดอัตราอ้างอิงค่าเงินดังกล่าวติดต่อกันหลายครั้ง
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
เมื่อกลางเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศอ่อนค่าเงินด้วยการลดอัตราอ้างอิงค่าเงินดังกล่าวติดต่อกันหลายครั้ง รวมกันแล้วอ่อนลงไปราว 3% ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โดยอยู่ที่ราว 6.3 หยวน/เหรียญสหรัฐ จาก 6.1 หยวน/เหรียญสหรัฐ
การเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่การส่งออกของจีนร่วงลงอย่างหนัก แม้ในช่วงไตรมาสแรกของปี สถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สัน ระบุว่า จีนแทบไม่มีการเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนเลย แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการเปิดเสรีตลาดการแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวน เพื่อให้ค่าเงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสำรองระดับโลก หรือเข้าเป็นหนึ่งในตะกร้าค่าเงิน (เอสดีอาร์) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของพีบีโอซีในครั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวค่าเงินครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1994 เลยทีเดียว สร้างคำถามให้เกิดขึ้นว่า “การอ่อนค่าเงินดังกล่าวจะทำให้เงินทุนสำรองของจีนลดลงหรือไม่”
ลีเหมาเซียน นักวิเคราะห์ของโบคอม อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้งส์ ในปักกิ่ง เปิดเผยว่า ยิ่งจีนแทรกแซงค่าเงินหยวนมากเท่าไร ปริมาณเงินทุนสำรองของจีนก็ยิ่งลดลงไปมากเท่านั้น รวมไปถึงต่างชาติจะยิ่งมองว่าค่าเงินหยวนไม่เป็นไปตามเสรีตลาด และยิ่งถอนทุนออกจากจีนมากยิ่งขึ้น
แน่นอนจีนต้องขายพันธบัตรในรูปแบบเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยประคองค่าเงินหยวนหลังจากนั้น และผลที่ตามมาคือในเดือน ส.ค. เงินทุนสำรองของจีนลดลงเป็นประวัติการณ์ถึง 9.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สร้างความตระหนกให้แก่นักลงทุนเป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม จีนได้เตรียมรับมือความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดค่าเงินหยวน-เหรียญสหรัฐ มาตั้งแต่ปี 2012-2013 ด้วยการกระจายสินทรัพย์สำรองออกไปจากรูปแบบของเหรียญสหรัฐ โดยเป็นไปเพื่อการปล่อยเสรีตลาดการแลกเปลี่ยนเงินตราให้มากขึ้น รวมถึงหลบความเสี่ยงจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าหลังการออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกด้วย
เมื่อปี 2013 หนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า จีนจัดตั้งหน่วยงานที่ชื่อ “สำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศ (เซฟ)” ขึ้นในวอลสตรีทเพื่อขายพันธบัตรสหรัฐ ในขณะที่เข้าซื้อสินทรัพย์จากยุโรปและญี่ปุ่นมากขึ้น หรือเรียกได้ว่าจีนพยายามกระจายสินทรัพย์สำรองออกไปโดยเฉพาะทองคำ
จากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐ แสดงให้เห็นว่าจีนทิ้งพันธบัตรของสหรัฐไปมากถึง 4.92 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยจีนขายพันธบัตรของสหรัฐทิ้งไป 6 ครั้งติดต่อกันในช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา เท่ากับจีนถือพันธบัตรสหรัฐอยู่ 1.22 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ นับถึงช่วงเดือน ก.พ.ดังกล่าว
ในขณะเดียวกัน จีนก็พยายามเข้าซื้อทองคำให้มากขึ้น ล่าสุดพีบีโอซีก็ออกมาเปิดเผยว่า เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา จีนเพิ่มปริมาณทองคำสำรองมากขึ้นอีก 1% จาก 53.93 ล้านออนซ์ ในเดือน ก.ค. เป็น 54.45 ล้านออนซ์ เมื่อสิ้นเดือน ส.ค. หรือเท่ากับ 16.2 ตัน ทำให้จีนมีปริมาณทุนสำรองในรูปทองคำทั้งหมด 1,693.584 ตัน
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา จีนเรียกได้ว่าเป็นผู้บริโภคทองคำมากที่สุดในโลก โดยอยู่ที่ 216.5 ตัน นำอินเดียที่ 154.5 ตัน และสหรัฐที่ 37.9 ตัน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ โดยในเดือน ก.ค. จีนก็เพิ่มปริมาณทุนสำรองในรูปทองคำเกือบ 19 ตัน มากกว่า 16.2 ตัน ของเดือน ส.ค. รวมถึงยังน้อยเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับประเทศอื่น โดยคิดเป็นเพียง 1.7% ของการถือครองทองคำสำรองทั่วโลกเทียบกับสหรัฐอยู่ที่ 73% ของทั้งหมด
สาเหตุที่จีนเพิ่มทุนสำรองในรูปแบบทองคำน้อยลงเป็นผลมาจากราคาทองคำที่ลดลง 40% นับตั้งแต่ปี 2011 โดยสำนักงานบริหารเงินตราต่างประเทศของจีน เปิดเผยว่า ราคาทองคำตกลงจาก 1,900 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในช่วงกลางปี 2011 เป็น 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในช่วงต้นปี 2015 ซึ่งความผันผวนของราคาไม่เป็นผลดีต่อสถานะเงินทุนสำรอง
“การถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองมากๆ จะทำให้ยากต่อการรับมือกับสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว” เซฟ กล่าวและระบุว่า นอกจากความผันผวนของราคาแล้ว ทองคำยังต้องการค่าโกดังสำหรับเก็บรักษาอีกด้วย
เรียกได้ว่าจีนกระจายความเสี่ยงจากพันธบัตรสหรัฐ เพื่อมาเจอความเสี่ยงของทองคำ แม้ทองคำจะมีความเสี่ยงน้อยกว่าตามความเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม โดยจีนหันไปซื้อทองคำมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2011 ที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจาก 800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ในช่วงต้นปี 2009
ในขณะเดียวกัน แม้จะมีรายงานว่าจีนเข้าซื้อทองคำเป็นสินทรัพย์สำรองมากขึ้น ก็ไม่ได้ช่วยให้ราคาทองคำขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากการเข้าซื้อดังกล่าวยังน้อยกว่าปริมาณที่นักลงทุนหวังไว้
ทั้งนี้ ภายหลังจากการเข้าปรับอัตราอ้างอิงค่าเงินหลายต่อหลายครั้งในเดือน ส.ค. จีนก็ยืนยันที่จะปล่อยเสรีค่าเงินหยวนมากขึ้นต่อไป ตามความตั้งใจเดิมที่มาพร้อมกับความพยายามกระจายสินทรัพย์สำรองดังกล่าว
ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีน ยืนยันในเดือนที่แล้วว่า จีนพยายามที่จะปฏิรูปการแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนต่อไป ในขณะที่เงินทุนสำรองของจีนยังอยู่ในระดับปานกลางและยังสามารถจัดการได้
“ด้วยความพยายามปฏิรูปค่าเงินหยวน และทำให้ค่าเงินหยวนเป็นนานาชาติมากขึ้น จึงเป็นเรื่องปกติที่เงินทุนสำรองจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งไม่มีความจำเป็นจะต้องตระหนกจนเกินไป” สีจิ้นผิง กล่าว
แน่นอนว่า หากจีนเข้าแทรกแซงค่าเงินหยวนด้วยการอ่อนค่าเงินหยวนลงไปอีก เงินทุนสำรองของจีนก็จะลดลง และยิ่งทำให้ยากต่อการปฏิรูปให้ค่าเงินหยวนเป็นนานาชาติมากยิ่งขึ้น ความพยายามในการกระจายเงินทุนสำรองที่ถือได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จดีอาจจะกลายเป็นการเสียเปล่าไปเลยก็ได้







