
สีสันการเมืองอเมริกัน
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
กว่าจะถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยหน้าก็อีกปีกว่ากล่าวคือ จะเลือกกันในวันที่ 8 พ.ย. 2016 แต่กระบวนการสรรหาคนที่จะมาทำหน้าที่แทน บารัก โอบามา เริ่มต้นมาหลายเดือนแล้ว โดย ในช่วงแรกเป็นการเปิดตัวผู้สมัครจาก 2 พรรคใหญ่ หลังจากนั้นจะมีการเลือกตั้งแบบไพรมารี คือ การเฟ้นหาตัวผู้ชนะภายในแต่ละพรรค และยกสุดท้ายจึงเป็นการชิงชัยระหว่างตัวแทนของทั้งสองพรรค
ช่วงแรกของฤดูการเปิดตัวไม่ใคร่มีสีสันมากนัก ทางฝั่งพรรคเดโมแครต ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง อดีตคู่ชิงของโอบามา และอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศในรัฐบาลโอบามาสมัยแรก มีคะแนนนิยมทิ้งห่างคู่แข่งทั้งภายในและภายนอกพรรคหรือพูดง่ายๆ ไม่มีนักการเมืองคนอื่นที่มีชื่อเสียงโดดเด่นใกล้เคียงกับเธอภายในพรรคเดโมแครต เนื่องจากกระแสของพรรคกำลังตกต่ำจากความนิยมในตัวโอบามาที่ลดลง ทำให้นักการเมืองเดโมแครตคนอื่นถูกมองว่ามีโอกาสน้อยที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี มีเพียงคลินตันเท่านั้นที่มีโอกาสมากที่สุด
สำหรับพรรครีพับลิกัน กระแสของพรรคกำลังมาแรง แม้ว่าในช่วงแรกจะยังไม่มีนักการเมืองที่โดดเด่นก็ตาม ทำให้มีคนทยอยกระโดดลงสนามแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยหวังว่าหากสามารถชนะภายในพรรค จะได้กระแสของพรรคนำพาไปสู่ประตูทำเนียบขาว ณ จุดสูงสุดในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ประกาศตัวรวมกันถึง 17คน ทำลายสถิติของปี 1948 ที่มี 15 คน การเมืองเริ่มมีสีสันในเดือน มิ.ย. เมื่อโดนัลด์ ทรัมพ์ ประกาศตัวลงชิงชัยในนามพรรครีพับลิกันด้วยอีกคน ทรัมพ์มีชื่อเสียงโด่งดังมานาน เป็นมหาเศรษฐี เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รายใหญ่ เป็นเจ้าของกาสิโนในแอตแลนติกซิตี้ เป็นเจ้าของบริษัทที่จัดการประกวดมิสยูนิเวิร์ส และมิสยูเอสเอ เป็นพิธีกรรายการทีวีที่โด่งดังชื่อ ดิแอพเพรนทิส เขาแต่งงานมาแล้ว 3 ครั้ง แต่ละครั้งกับดาราหรือนางแบบชื่อดัง ก่อนการประกาศตัวของทรัมพ์ ตำแหน่งผู้นำในหมู่ผู้สมัครพรรครีพับลิกันเปลี่ยนมือหลายครั้ง ในทุกกรณีคะแนนนิยมของผู้นำอยู่ในระดับสิบกว่าจุดเท่านั้น ทันทีที่ทรัมพ์ประกาศตัว คะแนนนิยมของเขาก็ขึ้นไปอยู่ในระดับเดียวกับ เจ๊บ บุช ซึ่งเป็นผู้นำอยู่ในขณะนั้น บุชมีพ่อและพี่ชายเป็นอดีตประธานาธิบดี และมีฐานการเงินสนับสนุนที่แข็งแกร่งแต่หลังจากทรัมพ์เริ่มเดินสายหาเสียง ก็เกิดกระแสทรัมพ์ ฟีเวอร์ระบาดไปทั่วสหรัฐ คะแนนนิยมของเขาพุ่งขึ้นสู่ระดับ 20 กว่า จุด 30 กว่าจุด และ 40 กว่าจุดอย่างรวดเร็ว ทิ้งห่างคู่แข่งคนอื่นๆ ในพรรคเดียวกันอย่างไม่เห็นฝุ่น และเมื่อเอาชื่อไปประกบกับคลินตันคะแนนออกมาสูสี โดยบางโพลให้ทรัมพ์ขึ้นนำ
ทรัมพ์กลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งประเทศ หลายคนบอกว่าความได้เปรียบของเขามาจากความเป็นดาราเรียลิตี้โชว์ รู้จักวิธีแสดงออกและวิธีพูดให้โดนใจผู้คน นอกจากนี้ เขายังเป็นมหาเศรษฐีและนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทำให้หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นอย่างเขาบ้าง ทรัมพ์ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ในอดีตเขาเคยโยนหินถามทางเรื่องลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกในปี 1988 และหลังจากนั้นในปี 2004 และ 2012
นอกจากนี้ เขายังเคยคิดจะลงชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กในปี 2006 และ 2014 แต่ทุกครั้งก็เปลี่ยนใจก่อนเป็นพิธีกรรายการดิแอพเพรนทิส ภาพลักษณ์ของทรัมพ์ไม่ดีนัก เขาถูกมองเป็นนักธุรกิจที่พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อแลกกับเงิน มีโพลในปี 1999 ที่บอกว่า คนอเมริกัน 70% รู้สึกต่อเขาในเชิงลบ รายการดิแอพเพรนทิสช่วยแปลงโฉมภาพลักษณ์ให้ทรัมพ์ เรตติ้งของรายการนี้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดจากค่าตัวของเขาที่ในปีแรกตกตอนละ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ เปรียบกับปีสุดท้ายที่ตกตอนละ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในหลายสัปดาห์หลัง คะแนนนิยมในตัวทรัมพ์เริ่มนิ่ง ในขณะที่ผู้สมัครรายอื่นบางคนกลับโดดเด่นและมีคะแนนนิยมไล่ตามขึ้นมา ล่าสุดในอันดับ 2 คือ เบน คาร์สัน คะแนนนิยมห่างจากทรัมพ์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น มีโพลหนึ่งที่คะแนนห่างกันจุดเดียว
สถานการณ์ในวันนี้ยังยากเกินกว่าที่จะเดาได้ว่าในที่สุดทรัมพ์จะได้เป็นตัวแทนพรรคหรือไม่ และจะได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไปหรือไม่ ส่วนตัวผมคิดว่า แม้ว่าโอกาสของทรัมพ์จะมีมากกว่าอีกหลายคน แต่การจะไปให้ถึงที่หมายมีโอกาสล้มเหลวมากกว่าสำเร็จ โดยผมอยากชี้ให้เห็นจุดอ่อนของทรัมพ์บางประการ ดังนี้
หนึ่ง การมีคะแนนนำมากในช่วงต้นทำให้ตกเป็นเป้าโจมตีและถูกรุมกินโต๊ะ ประกอบกับเขาเป็นคนโผงผาง ปากไว ทำให้มีโอกาสพลาดได้ง่าย นอกจากนี้ การเป็นคนนอก ยังขาดประสบการณ์ทางการเมือง อาจทำให้ก้าวผิด ตกลงไปในหลุมพรางที่ถูกขุดล่อไว้
ที่ผ่านมาอาจจะโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาได้พูดจาดูถูกผู้อื่น เช่น เอ่ยชื่อคู่ชิงบางคนว่าเป็นเพียงตัวตลก พฤติกรรมเช่นนี้เป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น และทำให้คู่ชิงบางคนถึงกับประกาศว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็นผู้นำประเทศ หากเขาได้เป็นตัวแทนพรรคก็จะไม่ให้การสนับสนุน และจะไม่ลงคะแนนให้ในวันเลือกตั้ง
สอง ทรัมพ์ไม่มีภาพความเป็นรีพับลิกันเต็มตัว ในอดีตเขาเคยย้ายไปเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตอยู่หลายปี รวมทั้งเคยอยู่ในฐานะอิสระไม่สังกัดพรรคด้วยเขาทำให้คนวงในของพรรครีพับลิกันหลายคนรู้สึกอึดอัดใจ ไม่อยากเห็นเขาได้เป็นตัวแทนพรรค แต่ในขณะเดียวกัน คนเหล่านั้นก็เป็นกังวลว่า หากเขาแพ้ภายในพรรค เขาจะลงเลือกตั้งประธานาธิบดีในฐานะผู้สมัครอิสระ ซึ่งจะเป็นการแย่งคะแนนจากตัวแทนของพรรค ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้เขาให้คำมั่นสัญญาอย่างเป็นทางการว่าจะไม่เป็นผู้สมัครอิสระโดยเด็ดขาด ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้ให้สัญญา
สาม ในความเป็นมหาเศรษฐีและในความสำเร็จทางธุรกิจในอดีต เขาอาจยังมีประเด็นที่ต้องให้ความกระจ่างกับสังคมอีกมาก เช่น ในการประเมินปริมาณทรัพย์สินสุทธิที่เขามีนักวิเคราะห์ได้ตัวเลขต่างกันมาก มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยล้านจนถึง 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐแต่ตัวเขาเองกลับโอ้อวดไว้ว่าเขามีกว่าหมื่นล้านเหรียญสหรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับธุรกิจ บริษัทที่เขาเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นใหญ่เคยยื่นขอความคุ้มครองจากศาลล้มละลายมาแล้วหลายครั้ง ครั้งแรกในปี 1991 และครั้งสุดท้ายในปี 2014 แต่ละครั้งจะมีการเจรจาขอลดหนี้จากธนาคารเจ้าหนี้ ซึ่งมีผลทำให้ส่วนตัวเขาร่ำรวยมากขึ้น ทรัมพ์พูดหน้าตาเฉยว่า การอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายล้มละลายไม่ใช่เรื่องเสียหาย มันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางธุรกิจ







