
เปิดคำฟ้องฉบับเต็ม "ปู" ฟ้อง อัยการสูงสุด
เผยคำฟ้องฉบับเต็ม “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” ฟ้องอาญา “ อัยการสูงสุด – 3 อัยการคณะทำงานสั่งฟ้องคดีจำนำข้าว ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 157 และ 200
เผยคำฟ้องฉบับเต็ม “อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์” ฟ้องอาญา “ อัยการสูงสุด – 3 อัยการคณะทำงานสั่งฟ้องคดีจำนำข้าว ” ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ 157 และ 200
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาพร้อม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความ และผู้ติดตามได้เดินทางมาศาล โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ได้เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด , นายชุติชัย สาขากร อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ , นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นคณะทำงานพิจารณาคดี และมีความเห็นสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี คดีโครงจำนำข้าว ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และร่วมกันกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตาม มาตรา 200 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 91
โดย คำฟ้องบรรยายว่า โจทก์มอบอำนาจให้ นาย นรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความ ดำเนินคดีกับจำเลยทั้ง 4 แทนโจทก์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด โดยเดือน ส.ค. 57 และ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.57 นายตระกูลจำเลยที่ 1 ขณะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายชุติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ จำเลยที่ 2 นาย สุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 3 และนายกิตินันท์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวนจำเลยที่ 4 เป็นคณะทำงานพิจารณา สำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.กรณีการดำเนินคดีกับโจทก์ในโครงการรับจำนำข้าวและเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 58 นายตระกูล อัยการสูงสุดจำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ถึง 4 เป้นพนักงานอัยการดำเนินคดีที่ ได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
แต่เมื่อวันที่ 4 ส.ค.57-14 ส.ค.58 ในการปฎิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้ง 4 ระหว่างดำรงตำแหน่งอัยการได้บังอาจร่วมกันลักษณะแบ่งหน้าที่ กันด้วยการปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และยังร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่ง พนักงานอัยการกระทำการอย่างใดๆ เพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งต้องรับโทษโดยภายหลังจากที่นายตระกูลอัยการสูงสุดจำเลยที่1 ได้รับรายงานและเอกสารความเห็นการไต่สวนข้อเท็จจริงจาก ป.ป.ช.ในคดีอาญาที่กล่าวหาโจทก์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 แล้วได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณารายงานดังกล่าวว่ามีข้อไม่สมบูรณ์หรือไม่ ซึ่งโจทก์ได้ร้องขอความเป็นธรรมจากจำเลยที่ 1 หลายครั้ง และชี้ให้เห็นว่า กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฏหมายกลั่นแกล้ง และมีการปฎิบัติหน้าที่โดยไม่เที่ยงธรรม ซึ่งวันที่ 3 ก.ย. 57 จำเลยที่ 1ได้มีความเห็นว่าการไต่สวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ ใน 4 ประเด็นใหญ่ เรื่อง โครงการรับจำนำข้าว เรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องการทุจริต และ การรวบรวมพยานเอกสารหรือพยานวัตถุ
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่ายังไม่มีการไต่สวนข้อเท็จจริงตามข้อไม่สมบูรณ์และยังมีข้อถกเถียงเรื่องการนัดประชุมของคระทำงานร่วม ระหว่างอัยการและ ป.ป.ช. ซึ่งวันที่ 21 ม.ค.58 มีการพาดหัวข่าวว่า “วุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ ประธานคณะกรรมการร่วมอัยการ งง ข่าว ป.ป.ช.เห็นควรสั่งฟ้อง อดีต นายกปู ชี้ขั้นตอนยังไม่สิ้นสุด ระบุนัดประชุมฝ่ายอัยการอีกครั้ง 26 ม.ค.นี้ ก่อนประชุมใหญ่ คณะทำงานร่วมอัยการ – ป.ป.ช. “ ซึ่งรายละเอียดของข่าว ส่วนหนึ่งได้ระบุว่า นายวุฒิพงศ์ ไม่ได้เป็นผู้เสนอความเห็นไปยังอัยการสูงสุด ขณะที่ยังปรากฏด้วยว่า รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ออกมาแถลงข่าวด้วยว่า ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ต่อมาวันที่ 23 ม.ค.58 กลับปรากฏว่า นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 3 ได้แถลงข่าวว่า นายตระกูลจำเลยที่ 1 มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นเวลากะทันหันเพียง1 ชั่วโมง ก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)จะลงมติถอดถอนโจทก์ ซึ่งน่าจะมีนัยยะสำคัญว่าเป็นวาระซ่อนเร้น โดยไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเหตุบังเอิญ โดยจำเลยที่ 4 ในฐานะพนักงานอัยการต้องให้ความสำคัญในข้อไม่สมบูรณ์พอที่จะดำเนินคดีได้ และต้องปฎิบัติหน้าที่โดยอิสระ ถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ซึ่งจะต้องพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ ให้เสร็จสิ้นกระแสความ แล้วจึงมีความเห็น
การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่มีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า การไต่สวนในข้อไม่สมบูรณ์ยังไม่แล้วเสร็จ เช่นเดียวกับจำเลยที่ 2-4 ในฐานะคณะทำงานร่วมกลับรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค. 58 คระทำงานร่วมอัยการ- ป.ป.ช.พิจารณาหลักฐานร่วมกันแล้ว ว่า เห็นว่าการรวบรวมหลักฐานได้เสร็จส้นและเสนอให้อัยการสูงสุดพิจารณา การกระทำของจำเลยทั้ง 4 จึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 14 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2557 เรื่องการตรวจพิจารราสำนวนและการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลฎีกาฯ แล้วยังได้บรรยายฟ้องบางตอนให้ผิดไปจาก ความจริง ซึ่งการฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 ให้ยึดรายงาน ป.ป.ช.เป็นหลัก ซึ่งรายงาน ป.ป.ช.ระบุไว้ชัดเจนว่า ยังไม่ปรากฏหลักฐานในชั้นนี้ว่า โจทก์ได้ทำการทุจริต หรือสมยอม ให้มีการทุจริต แต่จำเลยทั้ง 4 กลับ บรรยายฟ้อง แตกต่างจากรายงาน ของ ป.ป.ช. ว่าโจทก์รู้เห็น และรับทราบการทำทุจริต จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้
ซึ่งการกระทำของจำเลย ในฐานนะพนักงานอัยการเป็นการกระทำหรือไม่กระทำการใดเพื่อจะแกล้งให้บุคคลหนึ่งต้องรับโทษหนักขึ้น และเมื่อวันที่ 14 ส.ค.58 จำเลยทั้ง 4 ยังร่วมกัน ยื่นบัญชีระบุพยาน พร้อมส่งพยานเอกสาร รวม 67,800 แผ่น ซึ่งเป็นเอกสารสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ในคดีระหว่าง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข กับพวกรวม 3 คนกล่าวหา นายภูมิ สาระผล กับพวกรวม 11 คนและเอกสารสำนวนคดีอาญา ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายภูมิ สาระผลกับพวกรวม 21 คนเป็นจำเลย ต่อศาลฎีกาฯ และพยานเอกสาร 148 แฟ้มซึ่งพยานเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารนอกสำนวนการสอบสวนที่ ป.ป.ช.ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาและไม่ได้ไต่สวนไว้ในคดี การกระทำของจำเลยทั้ง 4 จึงทำให้เกิดความเสียหายกับโจทก์จึงได้นำคดีมายื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย







