posttoday
แบงก์เตรียม เพิ่มทุนรับมือหนี้เสีย

แบงก์เตรียม เพิ่มทุนรับมือหนี้เสีย

29 กันยายน 2558

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

มหากาพย์หนี้วงเงินสูงถึง 53,346 ล้านบาท ของกลุ่มบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) จากการให้กู้ของธนาคารเจ้าหนี้รายใหญ่ 3 แห่ง คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย และธนาคาร
ทิสโก้นั้น ดูเหมือนยังทำให้สถาบันการจัดอันดับเครดิตอย่าง มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และระบบธนาคารพาณิชย์ขวัญผวาอยู่

แม้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะสั่งให้มีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญให้ครบ 100% ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้แล้วก็ตาม

สะท้อนจากการที่มูดี้ส์ได้ให้น้ำหนักกับหนี้ของ SSI ว่าเป็นปัจจัยลบต่ออันดับเครดิตของธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ วงเงินรวมกันกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการปรับโครงสร้างหนี้หรือการตั้งสำรองหนี้เสียของ SSI อาจกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ การทำกำไร และอาจทำให้เงินทุนของธนาคารลดลงได้

นอกจากนี้ มูดี้ส์ ยังระบุว่า หนี้เสียของ SSI ที่ถือว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีผลให้มุมมองต่อคุณภาพสินทรัพย์ของบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ของไทยถดถอยลง รวมถึงยังแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นของหนี้ที่อาจกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้รายได้ (เอ็นพีแอล) ในภาคธุรกิจเอกชนของไทยด้วย ซึ่งหนี้เสียของภาคเอกชนขนาดใหญ่ยังทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารในไทยเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก

ขณะที่สถาบันการเงินไทยเอง ก็มีท่าทีกังวลกับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นจากกรณี SSI ที่อาจไม่ใช่กรณีสุดท้าย เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอฟื้นตัวช้าเช่นนี้ มีแนวโน้มที่หนี้อื่นๆ จะกลายเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นได้อีก ในช่วงนี้จึงเริ่มได้ยินข่าวว่ามีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มขยับจะออกหุ้นกู้เพิ่มเงินกองทุนในส่วนของเงินกองทุนขั้นที่ 2 บ้างแล้ว เพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าในการใช้สำรองหนี้เสียที่อาจจะกัดกินเงินกองทุนให้ลดลงได้

เพราะขนาด ธปท.เอง ยังประเมินในเบื้องต้นว่า หนี้เสียในระบบมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ ถึงจะเพิ่มไม่พรวดพราดจนน่าห่วงก็ตาม เฉพาะหนี้ SSI ก้อนเดียวก็อาจทำให้เอ็นพีแอลในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน (ณ สิ้นเดือน ก.ค.) ที่ 2.46% ของสินเชื่อรวม เพิ่มเป็น 2.86%

สำหรับแนวโน้มเอ็นพีแอลในระบบสถาบันการเงินไทยนั้นอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นว่า ขณะนี้แนวโน้มหรือตัวเลขล่าสุดในไตรมาส 3 ปีนี้ยังไม่ออกมา จึงบอกอะไรได้ไม่ชัดนัก แต่ก็ยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจที่โตต่ำเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส แถมยังขาดปัจจัยบวก จนสถาบันหลายแห่งปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้และปีหน้าลง อาทิ ธปท.ที่ปรับลดจีดีพีปีนี้ จาก 3% เหลือ 2.7% และปรับลดจีดีพีปีหน้าจาก 4.1% เหลือ 3.1%

ขณะที่อุปสงค์ในประเทศหรือความต้องการจับจ่ายใช้สอยก็โตช้า ส่งออกล่าสุดในเดือน ส.ค.ที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศก็ยังติดลบสูงถึง 6.69% ซึ่งเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แล้ว ทำให้เศรษฐกิจไทยไร้ข่าวดีมาสนับสนุนการฟื้นตัว แต่ยังโชคดีที่ทีมเศรษฐกิจภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาช่วยบ้าง แต่ผลน่าจะออกในปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้าเลย บวกกับภาคเอกชนก็ไม่มีแรงมาสนับสนุนต่อจากภาครัฐ

“ภาวะดังกล่าวทำให้สถาบันการเงินยังมีความเสี่ยงหนี้เสีย ที่มีโอกาสจะเพิ่มขึ้นอีก แต่คงไม่รุนแรงหรือน่ากลัวมาก เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้แค่ซึม ไม่ได้ทรุด เรื่องนี้ ธปท.เองก็พยายามช่วยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาลดดอกเบี้ยลงไป 2 ครั้ง เพื่อให้มีส่วนช่วยสินเชื่อที่โตได้น้อย เพราะหากปล่อยให้สินเชื่อใหม่โตน้อย สัดส่วนหนี้เสียยิ่งมีโอกาสเพิ่ม ขณะที่แบงก์ต่างๆ ก็ระมัดระวังการปล่อยกู้เป็นการดูแลตัวเองในเบื้องต้นก่อน” อมรเทพ ระบุ

อย่างไรก็ดี ถึงสินเชื่อที่ปล่อยใหม่จะดูน้อย และธนาคารต่างๆ ก็เคร่งครัดในคุณภาพสินเชื่อแล้ว ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่มีโอกาสเกิดหนี้เสียน้อย แต่ยังมีโอกาสเกิดหนี้เสียจากสินเชื่อเก่าที่ปล่อยไปก่อนหน้านี้อยู่ แม้ว่าธนาคารจะพยายามเข้ามาดูแลลูกหนี้เข้าช่วยเหลืออย่างดีตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนเกิดปัญหาแล้วก็ตาม

หากแยกดูตามกลุ่มลูกหนี้ หนี้ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่คงมีแนวโน้มเกิดหนี้เสียอย่าง SSI น้อย เพราะส่วนใหญ่ดูแลหนี้ดี แต่น่าจะมีปัญหาในหนี้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ธุรกิจอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะสินค้าในบางกลุ่มขายให้ลูกค้าในประเทศ โดยเฉพาะลูกค้ารายได้ระดับล่าง ซึ่งความต้องการซื้อลดลง จากรายได้ที่ลดลงในภาคการเกษตรและลูกค้าที่มีรายได้ที่มิใช่เงินเดือน ที่มีผลกระทบทางอ้อมต่อยอดขายให้ลดลง

ส่วนกลุ่มสินค้าที่ขายคนมีเงินเดือนประจำคงกระทบไม่มาก เนื่องจากกลุ่มนี้ยังมีกำลังซื้อ และกลุ่มเอสเอ็มอีศักยภาพดีที่มีซัพพลายเชน ยอดขายน่าจะยังดี และดำเนินธุรกิจได้ไม่มีปัญหาหนี้เสีย ทำให้ไม่น่าห่วงมากนัก

ด้านกลุ่มสินเชื่อรายย่อย หากมองแยกตามประเภทสินเชื่อ ก็ยอมรับว่ามีกลุ่มสินเชื่อที่มีแนวโน้มทำให้หนี้เสียเพิ่มเช่นกัน เช่น สินเชื่ออเนกประสงค์ สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้น แต่ธนาคารส่วนใหญ่ก็ระมัดระวังการให้กู้อยู่แล้ว โดยเฉพาะลูกค้าที่ไม่มีรายได้เป็นเงินเดือนประจำอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจ ส่วนสินเชื่อที่ให้กับคนที่มีเงินเดือนประจำ สินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ บัตรเครดิต สินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน ฯลฯ ก็ยังพอไปได้ จากกลยุทธ์ของธนาคารที่พยายามขยายลูกค้าไปในกลุ่มต่างๆ ให้กว้างขึ้น ทำให้สินเชื่อพอโตได้ และหนี้เสียไม่สูงมากนัก

“อย่างไรก็ดี มองว่าระดับการกันสำรองของแบงก์ส่วนใหญ่กันไว้เกินเกณฑ์ของ ธปท.น่าจะเพียงพอต่อการเพิ่มขึ้นของหนี้เสียได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้กำไรลดลงบ้าง หรือกระทั่งมีโอกาสทำให้เงินทุนลดลง จนอาจมีสถาบันการเงินบางแห่งเริ่มเตรียมการออกหุ้นกู้เพื่อเตรียมเพิ่มเงินกองทุนขั้นที่ 2

แต่การดำเนินการเพิ่มทุนไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือแปลว่าผลกระทบจากหนี้เสียจะรุนแรงถึงขั้นกระทบฐานะสถาบันการเงินให้ล้มครืน เพราะการเพิ่มทุนเป็นกลยุทธ์ของแต่ละแห่ง โดยอาจทำเพื่อเตรียมไว้กันสำรองหนี้เสีย เผื่อไว้ล่วงหน้าหากเกิดปัญหาจริงจะได้ทันการณ์ หรือเพื่อกันสำรองตามเกณฑ์ หรือเตรียมไว้ขยายธุรกิจที่จะโตขึ้นหลังเศรษฐกิจฟื้นก็เป็นได้ ซึ่งมองว่าการเพิ่มทุนไม่ใช่สัญญาณที่น่าห่วง” อมรเทพ สรุป

ด้าน เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวยอมรับว่า แนวโน้มหนี้อื่นๆ ในระบบสถาบันการเงินที่นอกเหนือจากหนี้ SSI มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นได้ เพราะภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นชัด มีผลต่อคุณภาพสินเชื่อ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่หนี้เสียจะสูงขึ้นได้หากเศรษฐกิจไทยยังชะลอลง โดยเฉพาะหนี้เสียจากภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่ผูกอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดคำถามต่อระดับหนี้เสียที่อาจจะเพิ่มขึ้น แต่ไม่คิดว่าปัญหาหนี้เสียจะกระทบต่อฐานะธนาคารพาณิชย์มากนัก เนื่องจากทุกแห่งกันสำรองหนี้ไว้สูงเกินเกณฑ์ของ ธปท.และระมัดระวังอยู่แล้ว

ในท้ายที่สุด หนี้เสียจะกลายเป็นปัญหาของระบบธนาคารพาณิชย์และเศรษฐกิจไทยหรือไม่ยังต้องติดตามดู แต่ถ้าเศรษฐกิจไทยสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆ โอกาสที่หนี้จะเป็นปัญหาก็มีมากขึ้น ไม่เช่นนั้นมูดี้ส์คงไม่จ้องจะลดเครดิตแบงก์ขนาดใหญ่ของไทยเช่นนี้ และคงไม่มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่ามีแบงก์หลายแห่งเตรียมการเพิ่มทุนไว้รองรับปัญหาหนี้ที่อาจลุกลาม

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ