
ไทยทำบุญ-เขมรทำแค้น ความสัมพันธ์ที่ถดถอยลงคลอง
ที่สุดแล้วขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในกัมพูชาครั้งนี้คงจะไม่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแย่ลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่
ที่สุดแล้วขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในกัมพูชาครั้งนี้คงจะไม่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแย่ลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เป็นท่าทีที่ออกมาจาก “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เพื่อให้สังคมไทยไม่ต้องกังวลกับท่าทีของกัมพูชา โดยสภาเฝ้าระวังกัมพูชา (The Cambodia Watchdog Council) องค์กรภาคประชาชนของกัมพูชา เตรียมเดินขบวนในวันที่ 15 ก.ค.นี้ เพื่อแสดงความโกรธแค้นที่มีต่อประเทศไทย
ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวของกัมพูชาได้อ้างว่าเพื่อแสดงความโกรธแค้นต่อการที่ไทยรุกรานพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหารในวันดังกล่าว 2 สัปดาห์หลังจากที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประกาศขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อ 2 ปีก่อน
แต่จุดน่าสนใจ คือ งานของภาคประชาชนกัมพูชาดันไปเป็นวันเดียวกับที่องค์กรภาคเอกชน 9 แห่งจะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ จัดงานรวมพลังไทยเทิดทูนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างความสามัคคีของคนในชาติ
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเลยทำให้ชวนคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ที่มีช่วงเวลาหนึ่งที่เหมือนว่าจะดูดีขึ้นจากการที่กัมพูชาส่งตัว น.ส.วริศรียา บุญสม หรือ “อ้อ” และนายกอบชัย บุญปลอด หรือ “อ้าย” ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ให้กับหน่วยงานความมั่นคงของไทยเมื่อไม่นานมานี้
ขณะเดียวกัน ถ้ากัมพูชาต้องการที่จะสมานรอยร้าวของสองประเทศให้สนิท แต่ทำไม ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ไม่มีมาตรการหรือแสดงท่าทีออกมาห้ามปรามในทางใดทางหนึ่ง แต่กลับอนุญาตให้เคลื่อนไหวได้ ตามการกล่าวอ้างจาก ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย
อย่างไรก็ดี มีความเป็นไปได้ที่ความเคลื่อนไหวของกัมพูชาครั้งนี้เป็นความต้องการแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลไทยในสองกรณีสำคัญ ดังนี้
1.กรณีที่มติคณะรัฐมนตรีของไทยมอบหมายและจัดสรรงบประมาณ 10 ล้านบาทให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นเจ้าภาพในการเดินหน้าล็อบบี้บนเวทีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 34 ประเทศสเปน พร้อมด้วยการเตรียมแสดงท่าทีคัดค้านการให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารโดยลำพังประเทศเดียว
2.กรณีที่สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทยยังแจ้งผลพิจารณาร่วมกับสภาความมั่นคงแห่งชาติและอีกหลายหน่วยงาน ว่าให้รัฐบาลทบทวนบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลของไหล่ทวีป 18 มิ.ย. 2544 ตามมาตรา 224 ของรัฐธรรมนูญ 2540 เพราะบันทึกความเข้าใจดังกล่าวอาจเข้าข่ายหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต รัฐบาลต้องพิจารณาให้ดำเนินการตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วย
เนื่องจากการเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยในเรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปขวางผลประโยชน์ของกัมพูชา จึงไม่แปลกที่เขมรต้องมีการตอบโต้ไทยบ้างด้วยการใช้กระแสชาตินิยมปลุกพลังต่อต้านไทยเหมือนกับที่ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เคยใช้ทำมาแล้ว
ทั้งหมดที่กัมพูชาพยายามทำนั้นเพื่อต้องการให้ไทยมีภาพลักษณ์ในทางลบบนเวทีต่างประเทศ โดยต้องการชี้ให้เห็นว่าไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่ใหญ่กว่ากำลังกลั่นแกล้งกัมพูชาด้วยการไม่ยอมรับคำตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลกในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร
แม้ว่ารัฐบาลไทยจะแสดงความมั่นใจออกมาว่าไทยกับกัมพูชายังไม่แตกหักกันง่ายๆ จากเรื่องนี้ แต่หากมองลึกๆ แล้วการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่ออกมานั้นทำให้รัฐบาลเองก็กังวลใจไม่น้อย
ถึงขนาดที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ต้องรีบลงพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นอีกพื้นที่เปราะบางจุดหนึ่งนอกเหนือจากบริเวณปราสาทพระวิหารทันที เพื่อตรวจเยี่ยมกองกำลังสุรนารีและรับฟังบรรยายสรุปผลการปฏิบัติงาน พร้อมประเมินความพร้อมสถานการณ์ตามแนวชายแดนจากกรณีที่ประเทศกัมพูชาจะมีการจัดงานวันแห่งความโกรธแค้นประเทศไทย
กระนั้นลึกๆ แล้วขบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมของกัมพูชาในวันนี้ไม่น่าจะมีอะไรบานปลายถึงก่อเหตุทำลายสถานที่ราชการของไทยในกัมพูชา เพราะกัมพูชาเองก็เคยมีบทเรียนมาแล้วเมื่อเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยในกัมพูชาเมื่อปี พ.ศ. 2546 เพียงเพราะการทำให้กระแสชาตินิยมกลายเป็นขบวนการคลั่งชาติขึ้นมา ซึ่งครั้งนั้นส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นผู้ร้ายในเวทีการเมืองระหว่างประเทศขึ้นมาทันที
ในเรื่องนี้ ศ.สุริชัย ศิริไกร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้มีอะไรใหม่ที่รัฐบาลไทยต้องวิตก เป็นเพียงการสร้างกระแสชาตินิยมของรัฐบาลกัมพูชา โดยหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะกลับมาเป็นคะแนนความนิยมให้กับฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
“กัมพูชาต้องการยั่วยุไทยให้ออกมาตอบโต้ในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งคิดว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องไปตอบโต้อะไรมากมาย แต่ควรเลือกวิธีการชี้แจงทำความเข้าใจแทนเพื่อให้นักการทูตที่อยู่ในไทยเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
เช่นเดียวกับ พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เห็นว่า ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาจะยังคงมีอยู่ต่อไปตราบใดที่ทั้งสองประเทศยังไม่สามารถหาความร่วมมือหรือข้อตกลงร่วมกันในข้อพิพาทกรณีปราสาทพระวิหารได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยต้องเผชิญหน้าและแก้ปัญหาต่อไป
“เรื่องกระแสชาตินิยมก็เป็นสิ่งที่มีมาตลอดในกัมพูชา แต่เชื่อว่าครั้งนี้ไม่น่าจะรุนแรงหรือบานปลาย เพราะคิดว่ารัฐบาลกัมพูชาก็พยายามควบคุมเรื่องนี้อยู่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เผาสถานทูตไทยเหมือนในอดีตอีก” พวงทอง วิเคราะห์
ที่สุดแล้วขบวนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในกัมพูชาครั้งนี้คงจะไม่ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแย่ลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะเป็นเพียงปมเล็กๆ บนรอยร้าวของไทยกัมพูชาที่มีพรมแดนติดกันหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้จะยังดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะหาทางออกร่วมกันได้ ตรงนี้ต่างหากที่จะทำให้ไทยและกัมพูชาไม่ต้องมานั่งทำสงครามการเมืองระหว่างประเทศ







