
ผู้ว่าการแบงก์ชาติกันนใยบายดอกเบี้ย
....อรุณ จิรชวาฃา
ต้องขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลและกระทรวงการคลังที่เลือกผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ได้โดนใจคนส่วนใหญ่
พูดแบบนี้ไม่ได้กล่าวหานะครับ ว่ากระบวนการสรรหาเป็นไปตามใบสั่ง เพราะเชื่อมั่นว่าไม่ว่าจะมีใบสั่งหรือไม่ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ก็คงได้รับเลือกอยู่ดี
ผมเองเคยเป็นกรรมการสมาคมธนาคารไทยร่วมกับท่านมา และได้สัมผัสความเป็นคนมีเหตุมีผลแบบนุ่มนวลของท่านมาแล้ว จึงขอช่วยยืนยันอีกแรงว่าในหมู่ผู้สมัครท่านเหมาะสมที่สุดแล้ว
ผมเขียนเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อยกยอปอปั้นผู้ว่าการคนใหม่ แต่อยากพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ยซึ่งดูเสมือนว่าจะมีข้อสรุปล่วงหน้าแล้วว่า ผู้ว่าการคนเก่าก่อนเกษียณจะขยับขึ้นครั้งหนึ่ง (ขณะเขียนเรื่องนี้ยังไม่ทราบผลการประชุม กนง.เมื่อวานนี้) และเมื่อผู้ว่าการคนใหม่เข้ามารับตำแหน่งก็จะสานต่อนโยบายด้วยการปรับขึ้นอีกจนในที่สุดดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปอยู่ในระดับ 2%
ก่อนอื่นผมต้องบอกว่า ผมไม่ได้คัดค้านการขึ้นดอกเบี้ย ถ้าพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลโดยละเอียดแล้ว ว่าควรต้องขึ้นก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่อยากให้เป็นเรื่องของการเล่นตามบทเพื่อแสดงความเป็นอิสระของ ธปท. จากการเมือง มีประเด็นที่ผมอยากให้ดูอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ว่าการคนใหม่ ดังนี้
หนึ่ง ด้านเศรษฐกิจ คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกพ้นจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่ถ้าถามว่าการฟื้นตัวยั่งยืนหรือไม่ คำตอบจะแตกต่างกันออกไป
นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของโลกหลายราย รวมทั้งพอล ครุกแมน ที่คนไทยรู้จักดีและเคยมาพูดในเมืองไทย กำลังเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะกลับทรุดลงอีก ในลักษณะที่เรียกว่า
“ดิ่งคู่” (Double Dip) และครั้งนี้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะฟื้นผมขออธิบายแนวคิดนี้แบบง่ายๆ ดังนี้ ว่าในการฟื้นตัวรอบแรก จะมีการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสินค้าคงเหลือเดิมอยู่ในระดับต่ำมากส่งผลให้ฟื้นตัวแรง แต่วงจรนี้จะอยู่ได้ไม่นาน เพราะอัตราการว่างงานยังสูง รายได้จริงยังต่ำและการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังต่ำ ในไม่ช้าการสั่งซื้อสินค้าก็จะชะลอ และตัวเลขจีดีพีก็จะกลับลดลง
นอกจากสหรัฐ ยุโรปซึ่งก็เป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่ก็กำลังมีปัญหาหนี้สินบานปลาย ทำให้การฟื้นตัวนอกจากจะสะดุดแล้วยังเสี่ยงที่จะกลับทรุดเช่นกัน
การหวังพึ่งนโยบายการคลังในยุโรปและในอีกหลายๆ ประเทศทำไม่ได้เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาลักษณะเดียวกับกรีซ แม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งฐานะการเงินแข็งแกร่ง รัฐบาลก็ยังทบทวนคำมั่นสัญญาก่อนเลือกตั้งว่าจะไม่มีการขึ้นภาษี
หันมาดูในประเทศบ้าง ตัวเลขจีดีพีปีนี้อาจจะออกมาสูงเกินคาด แต่ถามว่าเศรษฐกิจไทยขณะนี้ร้อนแรงเกินไปหรือไม่ คำตอบคือไม่ รวมทั้งไม่มีสัญญาณบ่งชี้ใดๆ ว่าอาจจะร้อนแรงเกินไปในวันข้างหน้า ดูตัวเลขจีดีพีปีนี้ปีเดียวอาจจะรู้สึกว่าสูง จะให้ดีควรลองเฉลี่ยตัวเลข 2 ปีจะเห็นชัดเจนว่าไม่เหลือภาพของความร้อนแรง ยิ่งกว่านั้นหากเศรษฐกิจโลกกลับชะลอลงจริง ทั้งตัวเลขการส่งออกและตัวเลขจีดีพีของเราก็จะลดน้อยถอยลงไปด้วย
สอง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เงินเฟ้อทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมามีแนวโน้มสูงขึ้นจริง แต่แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากราคาพลังงานที่กลับสูงขึ้น และราคาวัตถุดิบกับพืชผลเกษตรที่สูงตามไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนแรงงาน เป็นเงินเฟ้อที่มาจากด้านอุปทาน คือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไม่ได้มาจากด้านอุปสงค์ หรือจากการแย่งกันกินแย่งกันใช้แต่ประการใด เงินเฟ้อประเภทนี้ไม่น่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกวัตถุดิบกับพืชผลเกษตร และที่สำคัญการขึ้นดอกเบี้ยในประเทศก็คงช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะราคาพลังงานกับราคาวัตถุดิบขึ้นลงตามราคาตลาดโลก บางประเทศเขาเป็นห่วงว่าจะเกิดฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เช่นจีนกับออสเตรเลีย แต่ของเราก็ไม่มีปัญหานี้ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของเราเพิ่งเริ่มฟื้น ระดับความร้อนแรงยังห่างไกลจากตลาดของประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่
ข้อสุดท้ายความเคลื่อนไหวด้านดอกเบี้ยของประเทศอื่น ถ้าเราติดตามข่าวจะเห็นมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในบางประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียรอบๆ ตัวเรา
ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ก่อน เกาหลีก็ปรับขึ้น 0.25% แต่ถ้าสังเกตต่อไปจะพบว่าประเทศที่ปรับขึ้นล้วนเป็นประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ส่วนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลายยังไม่มีประเทศไหนที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้อย่างจริงจัง เริ่มจากสหรัฐแนวโน้มขณะนี้ยิ่งชัดเจนว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกนาน เพราะอัตราการว่างงานมีทีท่าว่าจะลดลงยาก ตลาดที่อยู่อาศัยก็ยังไม่ฟื้น รวมทั้งมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะกลับทรุด ยุโรปก็ยังลูกผีลูกคน ไม่รู้ปัญหากรีซจะบานปลายต่อไปอย่างไร
ค่าเงินยูโรจะผันผวนแค่ไหน ยูโรโซนจะแตกหรือไม่ รวมทั้งระบบสถาบันการเงินมีกองทุนเพียงพอที่จะปล่อยสินเชื่อหรือไม่ ดูอย่างไรก็ยังมองไม่เห็นโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ย
กรณีของญี่ปุ่นยิ่งชัดเจน ขนาดดอกเบี้ยต่ำติดดินมาสิบกว่าปียังไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจเครื่องร้อนขึ้นมาได้ ยิ่งช่วงหลังเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาก ยิ่งไม่มีเหตุให้คิดปรับขึ้นดอกเบี้ย ในทางตรงข้ามถ้าลงต่ำกว่าศูนย์ได้ง่ายๆ ญี่ปุ่นคงทำไปแล้ว
ท้ายสุดคือ จีน ซึ่งเศรษฐกิจยังขยายตัวเร็วมากและมีสัญญาณเงินเฟ้อสูงกว่าที่อื่น แต่มีข่าวปรับขึ้นดอกเบี้ยแค่ประมาณ 0.05% ตอนต้นปี แล้วหลังจากนั้นก็หลีกเลี่ยงไม่พูดเรื่องนี้อีก จีนใช้วิธีแก้ปัญหาตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อนแรงมาก ด้วยการให้สถาบันการเงินของรัฐชะลอการปล่อยสินเชื่อ ส่วนเรื่องค่าแรงที่กำลังสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มองให้ดีจะเห็นว่าไม่ได้เกิดจากการเริ่มขาดแคลนแรงงาน แต่เกิดจากความจงใจของรัฐบาลในการยกระดับรายได้ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน
ผมไม่อยากเห็นผู้ว่าการคนใหม่ด่วนสรุปว่า เราจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในสภาวะที่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลายต่างแสดงท่าทีตรงกันข้าม ไม่แน่นะครับหลังเข้ารับตำแหน่ง ท่านอาจมีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ว่าการของประเทศเหล่านั้น และอาจเปลี่ยนใจก็ได้







