posttoday
หยุด! กลเกม ‘ซื้อเวลาอายุความ’ ...ประกันแล้วหนี

หยุด! กลเกม ‘ซื้อเวลาอายุความ’ ...ประกันแล้วหนี

23 กันยายน 2558

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ

จากปรากฏการณ์ที่ผ่านมา มีผู้กระทำความผิดในคดีอาญาจำนวนไม่น้อย ที่ใช้กลวิธี “ซื้อเวลาอายุความ” ประกันตัวแล้วหนี เพื่อรอให้หมดอายุความ แล้วกลับมาลอยหน้าลอยตาในสังคมอย่างอิสระ ซึ่งถือได้ว่าเป็นช่องโหว่ของกฎหมาย อันควรแก่การค้นหามาตรการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ “อายุความ” เพื่อสกัดกั้นมิให้ผู้กระทำผิดฉวยโอกาสใช้เป็นกลเกม “หนีเพี่อซื้ออายุความ” ในกระบวนการยุติธรรมของไทยดังที่ปรากฏ

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ มีคดีอาญาจำนวนมากที่ผู้กระทำความผิดใช้กลวิธีต่อสู้คดีแล้วหนีในวันฟังคำพิพากษา ทั้งนี้เมื่อจำเลยหนี ศาลก็จะเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปหนึ่งนัด นัดต่อมาหากจำเลยไม่มาอีก ศาลก็จะสั่งปรับนายหน้า ริบเงินประกัน แล้วอ่านคำพิพากษา ถ้าปรากฏว่าคดียกฟ้องหรือรอลงอาญา จำเลยจะกลับมาแสดงตัว ด้วยการอ้างเหตุความจำเป็นต่างๆ นานา เพื่อขอยกเลิกการปรับนายประกันหรือขอลดค่าปรับ

แต่ถ้าศาลพิพากษาจำคุก จำเลยจะหลบหนีเข้ากลีบเมฆไปเลย ทว่าในขณะเดียวกันยังคงมอบให้ทนายยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาสู้คดีต่อไปอีก เพื่อประวิงเวลาเพื่อหวังจะได้ประโยชน์ในเรื่องของระยะเวลาอายุความ (ซึ่งไม่สะดุดหยุดอยู่) และอีกทางหนึ่งก็ “เผื่อฟลุก” นั่นเอง!

ตามกฎหมาย ป.วิอาญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏต่อศาลว่าจำเลยได้หนีไปแล้ว ศาลจะสั่งจำหน่ายคดีแล้วปรับนายประกัน ซึ่งตามความเป็นจริงนายประกันบางรายก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญาประกันทั้งหมด บางรายก็ไม่จ่ายจนเป็นเรื่องค้างอยู่ในกองบังคับคดีจำนวนมาก ส่วนตัวจำเลยที่หนีไปแล้ว ศาลก็ออกหมายจับโดยส่งไปที่ตำรวจให้ติดตามจับกุมตามระเบียบ ซึ่งจากสถิติน้อยนักที่จะจับได้ คดีส่วนใหญ่จึงเงียบไปหรือจบลงแค่นั้น

สำหรับตัวจำเลยก็หนีไปจนกว่าคดีหมดอายุความตามที่วางกลยุทธ์เอาไว้แต่แรก แล้วกลับมาใช้ชีวิตในสังคมไทยได้อย่างปกติ ยกตัวอย่างเช่น กรณีนายเอกยุทธ อัญชันบุตร (ก่อนเสียชีวิต) คดีแชร์ เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วว่า ตำรวจเมื่อได้รับหมายจับก็มิได้สนใจมากนัก เพราะขาดปัจจัยในการจับ เนื่องจากไม่นับเป็นความดีความชอบในการปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งเป็นคดีที่ศาลเป็นผู้อนุญาตให้ประกันไปในชั้นฝากขัง หรือชั้นพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น อุทธรณ์ หรือฎีกา สำหรับการประกันในชั้นสอบสวนและชั้นอัยการจะมีน้อยมาก ตำรวจจึงไม่ใส่ใจติดตามอย่างจริงจัง เนื่องจากจำเลยที่หลบหนีมีจำนวนมาก และขาดแคลนค่าใช้จ่ายในการจับกุมอีกด้วย ดังนี้แล้วผลการจับกุมจึงไม่เกิดประสิทธิผลเท่าที่ควร

ดังนั้น วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดควรจับตาที่ต้นเหตุ ด้วยการวางมาตรการทางกฎหมายเพื่อหยุดยั้งเหตุจูงใจในเรื่อง “อายุความ” ให้สะดุดหยุดอยู่ในระหว่างหนีคดี กล่าวคือ “การมิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ”

การวางมาตรการปิดช่องโหว่เพื่อป้องกันการหลบหนี จึงควรกำหนดให้มีหลักเกณฑ์ในการประกันตัวผู้ต้องหาให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะหากเป็นกรณีหนีไปต่างประเทศ การจับกุมยิ่งยากเป็นทวีคูณ เพราะนักการเมืองที่มีฐานะจะไม่ยอมติดคุกดังที่เห็นกันอยู่ แม้แต่คดีที่ประชาชนสนใจ เช่น คดีเด็กหญิงแอ เด็กกะเหรี่ยงที่ถูกนายจ้างทำทารุณกรรม ตำรวจจับจำเลยทั้งสองผัวเมียมาได้ และแล้วให้ประกันตัวไปทันที จำเลยทั้งสองก็หนีไปป่านนี้ยังจับไม่ได้เลย อีกทั้งคดีหมอสุวัฒน์ ศาลสั่งจำคุกแล้วก็ยังไม่ได้ตัวมาลงโทษเช่นกัน

เสียดายประเทศไทยยังไม่มีการเก็บสถิติของคดีประกันตัวแล้วหนีที่แน่ชัด ทำให้ขาดข้อมูลในการปรับปรุงกฎเกณฑ์ระบบกฎหมายยุติธรรมให้ทันสมัยทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ เป็นเหตุให้คนกระทำผิดที่มีฐานะร่ำรวยไม่เกรงกลัวกฎหมาย เมื่อเกิดคดีก็หนีไปต่างประเทศซึ่งยากต่อการจับกุม ครั้นคดีหมดอายุความก็กลับมาอย่างลอยนวล

ดังนี้แล้วการค้นหามาตรการเพื่อหยุดยั้งผู้กระทำผิดใช้กลเกมซื้อเวลาอายุความด้วยการหลบหนีนั้น จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งยวด

ทั้งนี้ นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ อันมี พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ (รองฯ) ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร (รองฯ) และมนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด (ผู้คร่ำหวอดกฎหมายระบบยุติธรรม) พร้อมกรรมาธิการอีกหลายท่าน ได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้

และได้ทราบถึงต้นเหตุแห่งปัญหา นั่นคือ การนับ “อายุความ” ของบทบัญญัติในมาตรา 95 แห่ง ป.อาญา นั่นเอง ซึ่งผู้กระทำผิดมักใช้เป็นช่องทางประกันตัวแล้วหลบหนี เพื่อซื้อเวลา “อายุความ” เนื่องเพราะขณะที่หลบหนีอายุความยังคงเดินต่อ (ไม่หยุดนับ) ดังนี้ คณะ กมธ.จึงได้มีมติประชุมพิจารณาถึงหลักเกณฑ์ในการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติของกฎหมายในเรื่องการคำนวณหรือการนับอายุความในคดีอาญาขึ้นใหม่ เพื่อปิดช่องทางดังกล่าวอย่างเป็นระบบ

โดยคณะ กมธ.การกฎหมายฯ ชุดดังกล่าว ได้ตระหนักถึงประเด็นปัญหาว่า ในปัจจุบันมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร การก่อการร้าย การทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งความผิดบางอย่างที่มีอัตราโทษสูงทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ประเทศได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ผู้กระทำผิดบางรายเป็นผู้มีอิทธิพลและมักจะฉวยโอกาสขณะได้รับประกันตัวหลบหนีจากกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งเมื่อหลบหนี ยังผลให้การรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับจำเลยผู้หลบหนีได้ลำบาก การดำเนินคดีไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ส่งผลให้คดีสำคัญหลายคดีขาดอายุความ หรือแม้แต่ในกรณีมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว จำเลยหลบหนีไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สามารถติดตามตัวได้จนล่วงเลยเวลาลงโทษ อันเป็นผลกระทบต่อนโยบายป้องปรามอาชญากรรมของรัฐ

จึงเห็นว่าสมควรแก้ไขมาตรา 95 ใน ป.อาญา “มิให้นับระยะเวลาที่ผู้กระทำความผิดหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ” เพื่อป้องกันการซื้อเวลาอายุความในคดีอาญา และรับมือกับ “กลเกม” ของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หลบหนีจากการควบคุมหรือหลบหนีหลังจากที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องหรือระหว่างพิจารณาของศาล แล้วแต่กรณี มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความในความผิดบางประเภท พร้อมกับกำหนดมิให้นับระยะเวลาที่จำเลยหลบหนีในระหว่างต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษรวมเป็นส่วนหนึ่งของกำหนดเวลาล่วงเลยการลงโทษอีกด้วย

เมื่อพิเคราะห์พิจารณานัยแห่งบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวแล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นการใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อหยุดยั้งมิให้ผู้กระทำความผิดฉวยโอกาสและใช้กลเม็ด “ซื้อเวลาอายุความ” ด้วยวิธีประกันตัวแล้วหลบหนีไปจนกระทั่งหมดอายุความแล้วก็กลับมาอย่างลอยหน้าลอยตาในสังคม อย่างตรงเป้าทีเดียว

ในการนี้จึงถือได้ว่าเป็นมาตรการแก้ไข “อุดช่องโหว่” ที่มีประสิทธิภาพในกระบวนการยุติธรรม เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายในหลัก “ผู้กระทำกรรมชั่วใด ย่อมต้องชดใช้กรรมนั้น”

ผู้เขียนซึ่งเคยมีส่วนศึกษา สัมผัสกับกฎหมายระบบยุติธรรมมาบ้าง จึงต้องชื่นชมคณะกรรมาธิการชุดนี้ด้วยสัญนิยมว่า ทำหน้าที่ได้อย่างสมบทบาท และ “สมราคา” ในฐานะ สนช.ด้านการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม อย่างน่าภาคภูมิ

กล่าวโดยสรุป หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เมื่อใด ย่อมยังผลให้การหลบหนีคดีเพื่อหวังผลในเรื่องอายุความจะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง เพราะอายุความจะ “สะดุดหยุดอยู่” ไม่เดินต่อในระหว่างหลบหนีคดีนั่นเอง!

อย่างไรก็ดี ด้วยสัญเจตนา ผู้เขียนใคร่ขอหยิบยกฎีกาเก่าบางฎีกาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอายุความ เพื่ออาจเป็นประโยชน์ในการประกอบการพิเคราะห์พิจารณาเชิงวิชาการ คือ

ฎีกาที่ 1031/2489 ฎีกาที่ 1505/2504 และฎีกาที่ 1106/2503 ได้วินิจฉัยไว้ว่า... “ถ้าอายุความตามกฎหมายเก่า แตกต่างกับกฎหมายใหม่ การคำนวณอายุความตามมาตรา 95 นี้ ศาลจำต้องใช้กฎหมายกำหนดอายุความในขณะที่ฟ้อง เป็นคุณแก่ผู้กระทำผิด (มาตรา 3) แต่ถ้าได้ฟ้องไว้โดยไม่ขาดอายุความแล้ว แม้กฎหมายใหม่จะออกมาเปลี่ยนแปลงอายุความอย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ไม่มีผลลบล้างผลแห่งการฟ้องโดยไม่ขาดอายุความขณะที่ฟ้องนั้นแล้ว”

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ