posttoday
ผู้นำจีนเหยียบถิ่นมะกัน เศรษฐกิจร้อน-ความมั่นคงเดือด

ผู้นำจีนเหยียบถิ่นมะกัน เศรษฐกิจร้อน-ความมั่นคงเดือด

23 กันยายน 2558

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีน เดินทางเยือนสหรัฐเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 ในวันที่ 23 ก.ย.นี้ ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) นครนิวยอร์ก สหรัฐ ท่ามกลางการจับตามองการเดินทางไปเยือนคู่แข่งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่สำคัญครั้งนี้ของผู้นำจีน

การเหยียบถิ่นพญาอินทรีครั้งนี้ สีจิ้นผิงจำเป็นต้องตอบคำถามมากมายจากทั่วโลกและจากสหรัฐเอง ทั้งปัญหาด้านการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนที่กระทบต่อสหรัฐและต่อโลก ตลอดไปจนถึงปัญหาด้านความมั่นคงอย่างข้อพิพาทในทะเลจีนใต้และความมั่นคงทางโลกไซเบอร์ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องการคำตอบจากปากของสีจิ้นผิงทั้งสิ้น

ในด้านของสหรัฐนั้น จากผลสำรวจของพิวรีเสิร์ช สถาบันวิจัยสหรัฐ ซึ่งสอบถามความคิดเห็นของชาวอเมริกัน พบว่า ประชาชนสหรัฐกังวลต่อปริมาณหนี้ของสหรัฐที่ถือครองโดยจีนมาเป็นอันดับ 1 ในขณะที่กังวลต่อการโดนชาวจีนแย่งงานมาเป็นอันดับ 2 และความมั่นคงทางโลกไซเบอร์มาเป็นอันดับ 3

สำหรับความกังวลอันดับแรก คือความกังวลต่อปริมาณหนี้ของสหรัฐ เป็นผลพวงมาจากการที่จีนเป็นเจ้าหนี้อันดับ 1 ของสหรัฐนั่นเอง โดยจากข้อมูลของกระทรวงการคลังสหรัฐแล้ว จีนถือครองพันธบัตรของสหรัฐมากถึง 1,271 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.3 หมื่นล้านบาท) นับถึงช่วงสิ้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) กลับเทขายสินทรัพย์สำรองไปมากถึง 1.06 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หลังการประกาศอ่อนค่าเงินหยวนติดต่อกันหลายครั้ง ก่อให้เกิดผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงสร้างความกังวลให้แก่สหรัฐอีกด้วย

เพราะการขายสินทรัพย์รวมไปถึงการขายพันธบัตรของสหรัฐ จะส่งผลให้ราคาพันธบัตรสหรัฐปรับตัวลดลง หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง ผลตอบแทนที่ปรับตัวสูงขึ้นและความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นตามนั่นเอง

นอกจากนี้ ชาวอเมริกันยังมีความกังวลต่อการค้าของสหรัฐและจีน ที่สหรัฐประสบกับการขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า สหรัฐขาดดุลทางการค้าให้แก่จีน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เลยทีเดียว

จากการเทขายพันธบัตรและการค้าที่สหรัฐขาดดุลอย่างมาก ส่งผลให้บรรดานักการเมืองสหรัฐหลายคนออกมาตั้งคำถามว่า “จีนกำลังจงใจอ่อนค่าเงินเพื่อช่วยการส่งออกและทำร้ายเศรษฐกิจของสหรัฐหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า การค้าขาดดุลของสหรัฐนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางค่าเงินหยวนที่แข็งค่ามากถึง 30% เมื่อเทียบเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2005 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการแข่งขันของสินค้าจีนที่สามารถครองส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐได้

ประกอบกับมูลค่าสินค้าส่งออกที่ต่างกันมาก โดยสินค้าส่งออกหลักของสหรัฐคือสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ในขณะที่จีนมักเป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิต ดังนั้น เรื่องค่าเงินจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดการค้าขาดดุลของสหรัฐ

เช่นเดียวกับ เนล เมลเลอร์ นักกลยุทธ์ด้านค่าเงินอาวุโสของแบงก์ ออฟ นิวยอร์ก เมลลอน วาณิชธนกิจในสหรัฐ ที่ออกมาแย้งเรื่องการเทขายพันธบัตรสหรัฐของจีน ว่า ไม่ใช่กลยุทธ์ด้านเศรษฐกิจในการทำลายคู่แข่งตามที่นักการเมืองสหรัฐสงสัย แต่เป็นการจัดการสินทรัพย์สำรองเช่นปกติ เนื่องจากการจงใจเทขายพันธบัตรสหรัฐจะส่งผลกระทบให้ราคาสินทรัพย์อื่นๆ ของสหรัฐที่จีนถืออยู่ให้ลดลงไปด้วยเช่นกัน และจีนคงไม่ทำร้ายตัวเองเช่นนั้น

ความกังวลประการถัดมา ด้านความมั่นคงทางโลกไซเบอร์ โดยทันทีที่สีจิ้นผิงเดินทางไปถึงสหรัฐก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาที่ทางการจีนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการแฮ็กข้อมูลสหรัฐ เพื่อนำข้อมูลที่แฮ็กได้ไปช่วยเหลือภาคเอกชน ในขณะเดียวกัน สีจิ้นผิงยังแสดงความกังวลต่อความมั่นคงทางโลกไซเบอร์เช่นเดียวกับสหรัฐอีกด้วย

จริงอย่างที่สีจิ้นผิงกล่าว เพราะจีนเองก็ตกเป็นเป้าหมายการจารกรรมข้อมูลทางโลกไซเบอร์เช่นเดียวกัน โดยในปี 2013 เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน อดีตเจ้าหน้าที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐ (เอ็นเอสเอ) ออกมาแฉว่า สหรัฐแฮ็กเข้าไปยังบริษัทมือถือของจีน เพื่อที่จะลอบอ่านข้อความส่วนตัวของผู้ใช้นับล้านคน

นอกจากนี้ สีจิ้นผิงประกาศให้ความร่วมมือกับสหรัฐในการจัดการปัญหาความมั่นคงทางโลกไซเบอร์ โดยก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ของสหรัฐ เปิดเผยว่า สีจิ้นผิงและประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกันเพื่อป้องกันและควบคุมการจารกรรมข้อมูลทางโลกไซเบอร์มาได้หลายสัปดาห์แล้ว

ความมั่นคงอีกประการหนึ่งที่สีจิ้นผิงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการตั้งคำถามจากนานาชาติไปได้เลย นั่นคือ ข้อพิพาททะเลจีนใต้ โดยจีนแสดงกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ 4 ใน 5 ส่วนของทะเลจีนใต้ รวมถึงยังมีปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ดังกล่าว ที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ต่างแสดงกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกัน

ความตึงเครียดระหว่าง 2 ขั้วอำนาจยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาตลอดปี 2015 นี้ เมื่อจีนต่อต้านปฏิบัติการบินตรวจตราน่านฟ้าของสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐเองก็สั่งให้จีนยุติการสร้างสิ่งปลูกสร้างและปฏิบัติการทางทหารในทะเลจีนใต้เสีย

โรเบิร์ต แคปลัน สมาชิกอาวุโส ศูนย์เพื่อความมั่นคงอเมริกันใหม่ ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐ เปิดเผยว่า จีนพยายามที่จะขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจที่ 2 นอกเหนือจากสหรัฐที่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในด้านความมั่นคงในทะเลจีนใต้มานับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีจีนยืนยันว่า การสร้างสิ่งปลูกสร้างในทะเลจีนใต้เป็นไปตามเสรีภาพด้านการตรวจตราน่านน้ำ

ไม่เพียงแต่ด้านความขัดแย้งเท่านั้น การเยือนสหรัฐครั้งนี้ของสีจิ้นผิงยังได้รับการจับตามองถึงการรับมือกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งสองชาติ ซึ่งถือเป็นความมั่นคงของโลกทั้งปัจจุบันและอนาคตอีกด้วย

จีนประสบกับปัญหาด้านมลพิษอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงปักกิ่ง และกลายเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันดับ 1 ของโลก ในปี 2012 ในขณะที่สหรัฐซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 2 ในรัฐบาลของโอบามา ก็พยายามอย่างมากที่จะรับมือกับปัญหานี้ เห็นได้จากแผนการสนับสนุนพลังงานสะอาดของโอบามา”

เมื่อปี 2014 ทั้งสองชาติจับมือกันให้คำมั่นจะปรับลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมพยายามที่จะผลักดันให้สนธิสัญญาความร่วมมือระดับนานาชาติที่จะให้ทั่วโลกร่วมมือกันปรับลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ ภายในการประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 30 พ.ย.-11 ธ.ค. อีกด้วย

ทั้งนี้ การเยือนแดนพญาอินทรีครั้งนี้ของสีจิ้นผิง เป็นการเยือนที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากในปัจจุบันจีนเรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและมีอิทธิพลเพียงพอที่จะปั่นป่วนโลก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่ขณะนี้แม้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างมากจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 แต่การขยับตัวของจีนมักส่งผลต่อสหรัฐทุกครั้ง

พอล อีแวนส์ ศาสตราจารย์สถาบันวิจัยเอเชียแห่งมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ในแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เปิดเผยว่า การมาเยือนสหรัฐของสีจิ้นผิงในครั้งนี้มีความสำคัญมากที่สุดนับตั้งแต่สมัยเติ้งเสี่ยวผิงเมื่อปี 1979 เนื่องจากจีนมีความร่ำรวยมากขึ้น มีอำนาจมากขึ้น และมีอิทธิพลมากขึ้น

“นักวิชาการและความเห็นสาธารณชนในสหรัฐต่อจีนเป็นไปในด้านลบมากกว่าตอนเกิดเหตุที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเสียอีก ถ้าไม่จัดการให้ดี ผลของความเห็นแย่ๆ จะกลายเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์แบบคู่แข่งไปสู่ความสัมพันธ์ของศัตรู และเกิดสงครามเย็นได้” อีแวนส์ กล่าวการเดินทางเยือนสหรัฐครั้งนี้ของสีจิ้นผิงจะเปลี่ยน “คู่แข่ง” ให้กลายเป็น “ศัตรู” หรือจะสามารถเปลี่ยนความคิดของชาวอเมริกันได้ คงต้องติดตามกันต่อไป

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ