
ปฏิรูปคนไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน
พักหลังนี้มีคนพูดกันมากในเชิงเป็นห่วงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของการสำรวจจากหลายสำนักออกมาตรงกันว่า คนไทยมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ปากีสถาน เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินโดนีเซีย ไต้หวัน หรือแม้แต่เวียดนามและจีน โดยไทยอยู่ในอันดับต่ำสุด
พักหลังนี้มีคนพูดกันมากในเชิงเป็นห่วงความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของการสำรวจจากหลายสำนักออกมาตรงกันว่า คนไทยมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย ปากีสถาน เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง อินโดนีเซีย ไต้หวัน หรือแม้แต่เวียดนามและจีน โดยไทยอยู่ในอันดับต่ำสุด
ความจริงเรื่องคนไทยอ่านภาษาอังกฤษนั้นเกิดขึ้นมานาน 40-50 ปีแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพราะคนไทยเป็นคนขี้อาย กลัวว่าจะพูดภาษาอังกฤษผิดๆ ถูกๆ ทั้งๆ ที่ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่ของเรา และเราจะไม่ยอมพูดคุยกับคนไทยด้วยกันเป็นภาษาอังกฤษ แม้แต่ในโรงเรียนสมัยก่อนที่สอนเป็นภาษาอังกฤษที่ผมเคยเรียน ถึงกับต้องเก็บเงินค่าปรับถ้านักเรียนคนไทยพูดกับเพื่อนในห้องเรียนเป็นภาษาไทย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการเรียนการสอนในโรงเรียนนานาชาติมากมาย และผมเห็นเด็กนักเรียนพูดกันเองเป็นภาษาอังกฤษกันอย่างคล่องแคล่ว บางคนพ่อแม่เก่งภาษาอังกฤษก็พูดกับลูกเป็นภาษาอังกฤษด้วย ผมคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้คนไทยในภาพรวมน่าจะมีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษดีขึ้น
แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ ถึงในสมัยก่อนเด็กไทยจะอ่อนภาษาอังกฤษ แต่พูดถึงความสามารถในเชิงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แล้วยังพอสู้เขาได้ แต่ปัจจุบันผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ความสามารถทั้งด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็ด้อยลงไปด้วยเมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น และที่สำคัญกว่านั้น คือ เด็กไทยและคนไทยที่อยู่ในวัยทำงานนั้นเขียนภาษาไทยไม่เป็นทั้งด้านโครงสร้างของภาษา และการลำดับความคิดที่จะถ่ายทอดงานเขียนออกมาให้กระชับได้ใจความ ผมเองยอมแพ้ที่จะพยายามอ่านตัวอักษรไทยแบบการ์ตูนญี่ปุ่นตัวลีบๆ เป็นฝอย ไม่มีวรรคตอน และบ่อยครั้งที่ต้องแปลไทยออกมาเป็นไทยก่อน ถึงจะทราบว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไรออกมาทางบันทึกหรือหนังสือที่เขียน
ถ้าจะว่าไปแล้ว คงต้องโทษระบบการศึกษาของเราทั้งระบบในรอบ 40-50 ปีที่ผ่านมา ว่าไม่ได้มีการพัฒนาในเชิงสร้างสรรค์ด้านเนื้อหาและกระบวนการเรียนการสอน และถ้าจะโทษต่อไป ก็อาจโทษการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาน้อยเกินไป เพราะไทยใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการศึกษาเพียงร้อยละ 3.8 ของจีดีพี เมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนามและเกาหลีที่ใช้งบประมาณสูงถึงร้อยละ 5-6 ใกล้เคียงกับประเทศที่พัฒนาในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย
ผลจากการที่งบประมาณเพื่อการศึกษาได้รับการจัดสรรมาค่อนข้างน้อย และส่วนหนึ่งถูกจัดสรรไปเพื่อการใช้จ่ายลงทุนด้านการก่อสร้างและพัฒนาอาคารสถานที่ เครื่องมือ เครื่องใช้ รวมทั้งบุคลากรด้านบริการส่วนกลาง รายได้ของบุคลากรที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาคือ ครูบาอาจารย์ ที่ถ้าเทียบกับการจัดวางกำลังของกองทัพแล้ว คือกองหน้าที่ออกไปปฏิบัติงานในสนามน้อย ไม่พอค่าใช้จ่าย เมื่อรายได้น้อย ครูจึงมีหนี้สินมากจนเป็นที่รู้กันรวมๆ แล้วนับหมื่นล้านบาท ขวัญและความตั้งใจที่จะสอนย่อมด้อยลงเป็นธรรมดา เด็กหันไปเรียนกวดวิชาซึ่งไม่ได้สอนให้ภูมิปัญญาแน่นคิดอ่านเป็น แค่สอนให้สอบผ่าน ให้สอบเข้าเรียนสถาบันการศึกษาที่ต้องการเท่านั้น เหมือนกับการสร้างบ้านที่มีฐานรากอ่อนปวกเปียกอย่างไรอย่างนั้น
และอย่างที่ทราบกัน ระบบการเรียนการสอนของเรายังเป็นระบบครูยืนหน้าชั้นป้อนวิชาความรู้ให้นักเรียนข้างเดียว สื่อการสอนจึงเป็นแบบวันเวย์ เด็กฟังแล้วจดแล้วเชื่อตามที่ครูสอน อย่างนี้แล้วเด็กไทยจะคิดหรือลำดับความคิดเพื่อเขียนหนังสือหรือบันทึกส่งให้คนอื่นอ่านเมื่อโตขึ้นมาแล้วได้อย่างไร
ระบบการเรียนการสอนบ้านเราที่ผมไม่เข้าใจอย่างหนึ่ง คือ ทำไมต้องเปลี่ยนหลักสูตรกันบ่อยมาก เปลี่ยนหนังสือเรียนเป็นรายปีจนทั้งครูและลูกศิษย์ปรับตัวตามไม่ทัน ผมไม่ใช่นักการศึกษาจึงไม่อยากวิจารณ์ ความจำเป็นหรือไม่จำเป็นในการเปลี่ยนหลักสูตรบ่อยๆ แต่เห็นได้ชัดว่าเป็นการก่อภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครองหรือรัฐโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปจัดซื้อหนังสือแบบเรียนใหม่มาให้ลูกหลานหรือแจกจ่ายไปตามโรงเรียนใหม่ทุกปี ทั้งๆ ที่งบประมาณแต่ละปีที่รัฐเจียดมาให้ไม่ได้มากมาย เหลือเฟือที่จะนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็น สู้เอาเงินเหล่านี้ไปขึ้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสให้ครูไม่ดีกว่าหรือ
เพื่อนของผมคนหนึ่งที่ผ่านการศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในสหรัฐ เล่าให้ฟังว่า ในสหรัฐอเมริกาไม่มีโรงเรียนกวดวิชา ครูเป็นเพียงผู้แนะนำหรือผู้กำกับการเรียนรู้ของนักเรียน โดยลงมานั่งรวมกลุ่มกับนักเรียน เปิดกระบวนการเรียนรู้แบบสื่อสารสองทาง แจกงานให้เด็กร่วมกันทำ สอนให้เด็กทำงานร่วมกันเป็นทีมตั้งแต่เด็ก ไม่เน้นข้ามาคนเดียวเหมือนในประเทศเรา
วิธีการสอบแบบฝรั่งทำให้เด็กฝรั่งรู้จักคิด หาตรรกะ พบแล้วจึงเชื่อ คล้ายกับหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้ 2,500 กว่าปีแล้ว
นอกจากนั้น เขายังเน้นจัดทัศนศึกษา คือ ศึกษาชีวิตจริงนอกห้องเรียนให้มากที่สุด เพราะชีวิตหลังจบการศึกษานั้นอยู่นอกห้องเรียน แต่การศึกษาแบบวันเวย์ในห้องเรียนนั้น ทำให้จบแล้วออกมาทำงานไม่เป็น เขียนหนังสือไม่ได้ เพราะไม่ได้ถูกฝึกฝนให้ประยุกต์วิชาความรู้ที่เล่าเรียนมาใช้ในชีวิตจริง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลยุคปฏิรูปควรทำเพื่อแก้ไขปัญหานี้ คือ รีบพัฒนาการศึกษาซึ่งคงไม่ใช่แค่หาวิธีให้เด็กไทยหรือคนไทยเก่งภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ต้องเก่งภาษาไทย เก่งสังคมศึกษา เก่งวิทยาศาสตร์ และเก่งคณิตศาสตร์ด้วย คือ การปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยเริ่มจากมาตรการง่ายๆ และน่าจะทำได้เป็นรูปธรรมก่อน เช่น การเพิ่มงบประมาณการศึกษาเพื่อปรับปรุงรายได้และสวัสดิการของครู แก้ไขปัญหาหนี้สินของครู ทำหลักสูตรการศึกษาให้นิ่ง อย่าเปลี่ยนบ่อยๆ จนครูและนักเรียนปรับตัวไม่ทัน เน้นการเรียนรู้แบบสองทางให้นักเรียนมีโอกาสสัมผัสกับโลกภายนอกให้มากที่สุด
ผมเชื่อว่าถ้าคุณภาพการศึกษาของไทยได้รับการปฏิรูปทำให้คนไทยคิดเป็นทำเป็น รู้จักรับฟังเพื่อหาตรรกะก่อนเชื่อตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ปัญหาที่กลัวว่าไทยจะแข่งขันกับคนอื่นไม่ได้ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ความสามารถในการแข่งขันอ่อนด้อย ปัญหาเรื่องการโกงกัน คอร์รัปชั่น และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง ก็คงเป็นเรื่องของอดีต
อย่างที่เขาว่าไว้นานมาแล้วครับว่า ถ้าประชาชนเป็นอย่างไรก็ได้รัฐบาลอย่างนั้น และถ้าจะต่อไปว่าได้รัฐบาลอย่างไรประเทศชาติก็เป็นอย่างนั้นคงผิดความจริงใช่ไหมครับ







