
เฟดอั้นขึ้นดอกเบี้ย ทุนโลกไร้เข็มทิศ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) เมื่อวันที่ 16-17 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนและบรรดาผู้คนในแวดวงการเงินทั่วโลก
การที่เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปเท่ากับนักลงทุนทั่วโลกต้องเตรียมปรับทิศทางการลงทุนครั้งใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิดความผันผวนในกระแสการไหลของทุนครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งเคยเป็นเหมือนเข็มทิศหลักชี้การไหลของทุนโลกกลับ “ไม่เที่ยง” เสียแล้ว
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมากระแสการลงทุนไหลตามการดำเนินนโยบายของเฟด โดยการคาดการณ์ของนักลงทุนและการเผยรายงานของเฟดฉายภาพว่า สหรัฐจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในปีนี้อย่างแน่นอน ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญเนื่องจากจะถือเป็นการปรับทิศทางนโยบายการเงินเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีหลังจากที่ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมาโดยตลอด เป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดการไหลย้อนกลับของทุนเข้าสู่ตลาดพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและท่ามกลางบรรยากาศการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก พันธบัตรสหรัฐได้รับการระบุให้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (เซฟเฮเว่น) เลยทีเดียว
ระยะการเก็งการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดค่อยขยับแคบลงอย่างต่อเนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาส 3 เป็นการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แต่แล้วเฟดก็ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างที่คาดการณ์กันไว้
ดังนั้น พอเฟดไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐจึงไม่อยู่ในสภาพเซฟเฮเว่นที่เป็นแหล่งพักพิงเงินสดท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจขาลงอีกต่อไป ทุนที่เคยไหลเข้ามากองในตลาดพันธบัตรสหรัฐก่อนหน้านี้เพื่อเก็งว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและจะต้องดิ้นรนหาทางออก
ทุนโลกจำเป็นต้องเข้าซื้อสินทรัพย์สักแห่ง เนื่องจากการถือเงินสดไว้เฉยๆ มูลค่าของเงินจะถูกเงินเฟ้อกินไปเรื่อยๆ นักลงทุนจำเป็นต้องดิ้นรนหาทางออกจนทำให้เกิดกระแสคลื่นทุนซัดกลับไปกลับมาสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความผันผวนให้กับทุนโลก
นับตั้งแต่วันแรกของการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยโดย เจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการเฟด ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐทั้งสามแห่งปรับตัวลงอย่างถ้วนหน้า ทั้งดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับลดลง 1.3% อยู่ที่ 16,460 จุด
ขณะที่เอสแอนด์พี 500 ปรับลง 1.0% และแนสแด็กขยับลง 0.7% ถือเป็นการปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 4 เดือน
การตัดสินใจไม่ปรับดอกเบี้ยของสหรัฐทำให้นักลงทุนต้องเสียเวลาเก็งกันใหม่ว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกทีเมื่อไร แน่นอนว่าทางเยลเลน รวมถึง จอห์น วิลเลียมผู้ว่าการเฟดสาขาซานฟรานซิสโก เจมบูลลาร์ด ผู้ว่าการเฟดสาขาเซนต์หลุยส์ และเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ผู้ว่าการเฟดสาขาริชมอนด์ ต่างยืนยันตรงกันว่า เฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้อย่างแน่นอน ด้านบลูมเบิร์กรายงานว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ โดยเฟดเหลือการประชุมนโยบายการเงินอีกเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือในเดือน ต.ค. และเดือน ธ.ค.
แต่ทว่านักลงทุนและนักวิเคราะห์ซึ่งต้องยอมรับว่าหมดศรัทธาในเฟดไปแล้วต่างเชื่อว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อย่างแน่นอน
ทรอย โรห์บาฟ ผู้บริหารของ เจพี มอร์แกน แสดงความเห็นว่าความเคลื่อนไหวของเฟดในครั้งนี้เป็น “สายพิราบ” เกินกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ นักลงทุนหลายคนไม่คิดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้นานเช่นนี้ ท่ามกลางสภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แจ็ค โบเกิล ผู้ก่อตั้งแวนการ์ด กรุ๊ป แสดงความเห็นว่าการที่เฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ก่อนถือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะช่วยคลายความกังวลของทั่วโลกว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย
ถ้อยแถลงของโบเกิลถือว่ามีเหตุผลไม่น้อยทีเดียว เนื่องจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปกระตุ้นให้เกิดทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เข้าสู่สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่ขาดดุลการค้าอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง อย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียต้องเผชิญกับสภาพค่าเงินที่อ่อนแอมากที่สุด
นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 (วิกฤตต้มยำกุ้ง)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสร้างความยากลำบากให้กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 2 ประการด้วยกัน คือ การขาดแคลนเงินทุนในประเทศและสภาพค่าเงินอ่อนยังส่งผลต่อการชำระหนี้ในสกุลเงินต่างประเทศอีกด้วย รวมถึงสภาพดอกเบี้ยขาขึ้นยังไม่ถือเป็นผลดีต่อลูกหนี้ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการประชุมของเฟดเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น บรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ต่างประสานเสียงกันสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ พร้อมกับรับต่อแรงสั่นสะเทือนจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
หนึ่งในนั้นคือ ฆูลิโอ เวลาร์เด ผู้ว่าการธนาคารกลางเปรู แสดงความเห็นให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยได้เลย โดยเชื่อว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งถ้าหากจะมีขึ้นก็ควรจะมีขึ้นในทันที เพราะเลื่อนออกไปก็จะยิ่งสร้างความไม่มั่นคงให้กับสภาพตลาดการเงิน
สภาพความเคลื่อนไหวในตลาดการเงินโลกต่อจากนี้จึงมีเหลือแต่ความผันผวนเท่านั้น ท่ามกลางปริศนาว่า “เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไรกันแน่” สภาพคล่องซึ่งล้นหลามจากการอัดฉีดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) จึงเตรียมที่จะมีการขยับครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า หลังจากที่พันธบัตรสหรัฐจะไม่ใช่เซฟเฮเว่นอีกต่อไป
ถือเป็นสิ่งที่ต้องรอดูต่อไปว่า ความผันผวนของทุนโลกครั้งต่อไปจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อไร แต่ที่แน่ๆ คือ การที่เฟดหักหลังนักลงทุนโลกด้วยการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ ย่อมทำให้อิทธิพลของเฟดในการกำหนดทิศทางการไหลของเงินโลกเสื่อมคลายลงอย่างแน่นอน เพราะนักลงทุนมีแนวโน้มจะไม่เชื่อว่าเฟดจะดำเนินนโยบายตามที่ส่งสัญญาณไว้อีกต่อไป







