
รัฐธรรมนูญฉบับข้าวนอกนา (2)
ขออนุญาตรำลึกความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ เอาแค่ว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการปกครองในยุคใหม่ที่ยึด “หลักการ”
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
ขออนุญาตรำลึกความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
เอาแค่ว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญต่อการปกครองในยุคใหม่ที่ยึด “หลักการ” หรือตัวบทกฎหมาย มากกว่า “หลักกู” หรือความต้องการตามอำเภอใจของผู้ปกครองในแบบเก่าๆ ทั้งนี้ทุกประเทศไม่ว่าจะมีระบอบการปกครองแบบใดก็ต้องมีรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ “นิติรัฐ” หรือการปกครองที่ยึดระเบียบกฎหมายเป็นสำคัญ
เราเคยท่องกันมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ แต่อาจจะไม่เข้าใจว่า “สูงสุด” นี้สูงสุดอย่างไร บางทีก็คิดเอาง่ายๆ ตามภาพที่เราเห็นในรูปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบ้าง พานรัฐธรรมนูญบ้าง ว่าคือกฎหมายที่วางไว้ในที่สูง แต่ความจริงรัฐธรรมนูญนี้ “สูงสุด” ด้วยสถานภาพ อำนาจบังคับ และการจัดรูปแบบทางการเมืองการปกครอง
ท่านที่เรียนวิชาหลักกฎหมายหรือปรัชญานิติศาสตร์คงจะต้องเรียนรู้ว่า กฎหมายนั้นมี “ศักดินา” หรือลำดับชั้น ซึ่งรัฐธรรมนูญนี้จะอยู่ในลำดับชั้นบนสุด นี่เรียกว่า “สูงสุดโดยสถานภาพ” หรือลำดับชั้นทางกฎหมาย ซึ่งกฎหมายที่มีสถานภาพรองลงมาก็คือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด กฎหมายที่ใช้แก่กระทรวง และกฎหมายที่ใช้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามลำดับ ทั้งนี้กฎหมายที่มีลำดับต่ำกว่าจะขัดแย้งกับกฎหมายที่อยู่ในลำดับเหนือกว่านั้นไม่ได้
ด้วยเหตุนี้รัฐธรรมนูญในฐานะ “กฎหมายสูงสุด” จึงมี “อำนาจบังคับสูงสุด” อีกนัยหนึ่งก็คือ สามารถใช้บังคับหรือ “สร้าง” โดยเป็นที่มาของกฎหมายอื่นๆ ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจเหนือทุกองค์กร ทั้งทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ นั่นก็คือ ถ้าจะเปรียบว่าสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ต้องการ “พลังงาน” เพื่อขับเคลื่อนให้ทุกสิ่งดำรงอยู่และเคลื่อนไหวไปได้ รัฐธรรมนูญก็คือ “พลังงานของการเมืองการปกครอง” เพื่อการขับเคลื่อนทุกๆ องคาพยพทางของชีวิตมนุษย์
แต่ที่สำคัญที่สุดและน่าจะเป็นความหมายของรัฐธรรมนูญในโลกยุคใหม่ด้วย นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญเปรียบได้กับ “แบบก่อสร้าง” หรือพิมพ์เขียวเพื่อการสร้างประเทศชาติ ที่ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนทั่วไปก็ต้องใช้ “สถาปนิก” เพื่อออกแบบรูปร่างหน้าตา และประโยชน์ใช้สอยของบ้าน จากนั้นก็ให้ “วิศวกร” คิดคำนวณวัสดุ อุปกรณ์ ส่วนประกอบ โครงสร้าง ไฟฟ้า ประปา สาธารณูปโภค สุขอนามัย และเทคนิคในการก่อสร้าง แล้วส่งมอบให้กับ “มัณฑนากร” เพื่อตกแต่งให้สวยงาม ใช้งานได้ และสนองตอบต่อความต้องการต่างๆ
ในการเขียนรัฐธรรมนูญ “สถาปนิก” นี้ก็คือ “รัฏฐาธิปัตย์” หรือผู้กุมอำนาจรัฐ ถ้าในระบอบประชาธิปไตยก็คือ “ประชาชน” แต่ถ้าเป็นระบอบเผด็จการก็คือ “ผู้เผด็จการ” หรือ “คณะรัฐประหาร” (ตรงนี้ไม่ได้ว่าใคร เพราะ คสช.ท่านไม่ยอมรับความจริงว่าท่านเป็นรัฏฐาธิปัตย์) เพราะรัฏฐาธิปัตย์จะเป็นผู้กำหนดทิศทางและอนาคตของประเทศ จึงเปรียบได้กับการ “เขียนแบบ” หรือ “ออกแบบประเทศ” (บางท่านเชื่อว่าในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งที่ 2 นี้ คสช.น่าจะมี “แบบร่าง” รัฐธรรมนูญอยู่แล้วบางส่วน หรือเป็น “ฉบับใต้ตุ่มแดง” ทำไว้แล้วทั้งฉบับเหมือนฉบับปี 2490)
สำหรับ “วิศวกร” ก็คือ ผู้ที่มีหน้าที่ยกร่าง (ก่อนหน้านี้ที่ “ล้มละลาย” ไปแล้วก็คือ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่มีท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ขณะนี้ก็จะเป็นชุดใหม่ที่ต้อง “รู้ใจและเข้าใจ” คสช. ที่กำลังควานหากันอยู่จำนวน 21 คน) เพราะต้องกำหนดรายละเอียด การคิดคำนวณ และเทคนิควิทยาต่างๆ ทางกฎหมาย ส่วน “มัณฑนากร” ก็คือผู้ที่จะเอากฎหมายไปใช้ ที่จะต้องเอาไปเขียนต่อให้เป็นกฎหมายลูกและกฎหมายเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินต่างๆ
ความล้มเหลวของร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนนี้มีเหตุผลสำคัญก็เนื่องจาก “ความไม่รู้จักฐานะอำนาจและบทบาท” (ซึ่งฟังเหมือนกับ “ความไม่รู้จักกาลเทศะ” และก็พบกับจุดจบคล้ายๆ กัน) เริ่มจาก คสช.ที่ยึดอำนาจได้ก็ทำ “เหนียมอาย” (เหมือนกับคณะรัฐประหารไทยหลายคณะ) ในการที่จะทำหน้าที่สถาปนิก โดยปฏิเสธว่าตนเองไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ จากนั้นก็ “ทำที” ว่าเป็นนักประชาธิปไตย ด้วยการไปมอบให้ “บริกร” ทั้งในรูปแบบของสภานิติบัญญัติบ้าง สภาร่างรัฐธรรมนูญบ้าง และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ บ้าง เพียงเพื่อจะบอกปัดว่าทหารไม่ได้บีบบังคับ
อย่างไรก็ตาม การร่างรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ที่จะเริ่มต้นมี “สัญญาณดีๆ”อยู่ 2-3 เรื่อง คือ เรื่องแรก ท่านหัวหน้า คสช.ออกมาเปรยๆ ว่า คนที่จะมาเป็นคณะยกร่างฯ 21 คน จะต้องเป็นคนที่ “เข้าใจ คสช.” เรื่องต่อมาท่านอยากให้คงเรื่องบางเรื่องไว้ในร่างฉบับใหม่ เช่น คปป.เพื่อดูแลวิกฤตของประเทศ รวมถึงแนวคิดอื่นๆ ท่านอยากมีรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นของท่านเหมือนกัน และเรื่องสุดท้าย ดูเหมือนท่านจะไม่ห่วงอนาคตของท่านเท่าใดนัก เพราะได้กำหนดเวลาที่จะร่างใหม่นี้ถึง 20 เดือน (ทราบว่าจะมีการปรับแก้ลงมาให้เหลือ 18 เดือน ก็ยังมีลักษณะ “จิ๊กโก๋เคืองใจ” คือลดแบบไม่อยากลด) ที่ดูท่านจะมั่นใจในความมั่นคงของท่านมาก
สัญญาณเช่นนี้ย่อมเป็นอื่นไปไม่ได้ว่า ท่านเริ่มรู้ตัวและยอมรับแล้วว่าท่านคือ “รัฏฐาธิปัตย์” พร้อมที่จะเป็นทั้ง “สถาปนิก วิศวกร และมัณฑนากร” อย่างเต็มรูปแบบต่อไป
ขออนุโมทนาสาธุให้ท่านทำสำเร็จ และขอให้ประเทศไทยเจริญๆ







