posttoday
เร่งตัดสินใจเสียที

เร่งตัดสินใจเสียที

20 กันยายน 2558

กองทุนประกันสังคม ณ ปัจจุบันมีเงินทั้งสิ้น 1.3 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 4.59 ล้านล้านบาท

กองทุนประกันสังคม ณ ปัจจุบันมีเงินทั้งสิ้น 1.3 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 4.59 ล้านล้านบาท ภายในปี 2577 หรืออีก 22 ข้างหน้า

ทว่า หลังจากนั้นอีก 10 ปี กองทุนจะมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กองทุนอยู่ในสถานะติดลบในปี 2587

สาเหตุหลักคือภาระการจ่ายเงินบำนาญชราภาพแก่ผู้ประกันตนที่อายุครบ 55 ปี และจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน คิดง่ายๆ คือ ทุกวันนี้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบ 6% ทุกเดือน แต่เวลารับเงินบำนาญจะได้ 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย และหากจ่ายสมทบเกิน 180 เดือน ให้เพิ่มบำนาญขึ้นอีก 1.5% ทุกๆ 1 ปี ในส่วนที่เกิน 180 เดือนมา

ส่วนต่างรายได้และรายจ่ายที่ห่างกัน 14% ในช่วงเวลานี้อาจยังไม่มีปัญหา แต่นับจากปี 2557 เป็นต้นมา เริ่มมีผู้ประกันตนรับเงินบำนาญชราภาพและเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งในปี 2577 คาดการณ์ว่าจะมีผู้ประกันตนรับเงินบำนาญ 3.3 ล้านคน เป็นเงินรวม 4.4 แสนล้านบาท หลังจากนั้นรายจ่ายส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกองทุนติดลบในปี 2587

ประเด็นนี้ไม่ว่านักวิชาการ นักการเงิน ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ผู้บริหารกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับด้านสวัสดิการสังคมล้วนรับรู้ปัญหามานานหลายปีแล้ว แต่ผู้ประกันตนอีก 13 ล้านคน แทบไม่ทราบเลยว่าเงินสมทบที่จ่ายไปทุกเดือนในวันนี้อาจจะไม่ได้คืนเมื่อถึงคราวต้องเกษียณอายุในอีก 30 ปีข้างหน้า

ประกอบกับสำนักงานประกันสังคมเองอาจมองว่าปัญหานี้ยังเป็นเรื่องไกลตัว ทำให้ขาดความกระตือรือร้นในการหาทางแก้ปัญหา

อย่างไรก็ดี สปส.เคยศึกษาวิธีการยืดอายุกองทุนประกันสังคมไว้ 6 แนวทาง คือ 1.เพิ่มเงินสมทบในส่วนผู้ประกันตน 1% และนายจ้าง 0.5% ทุกๆ 3 ปี จนถึง 13% ในส่วนของผู้ประกันตน และ 8% ในส่วนของนายจ้าง เพื่อให้เงินสมทบรวมเท่ากับ 21%

2.เพิ่มอายุผู้มีสิทธิรับบำนาญ 2 ปี ทุกๆ 4 ปี จนอายุเกษียณอยู่ที่ 62 ปี 3.เพิ่มเวลาจ่ายเงินสมทบจาก 15 ปี เป็น 20 ปี 4.เปลี่ยนฐานคำนวณเงินบำนาญจาก 60 เดือนสุดท้ายของการทำงานเป็นตลอดระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ 5.ใช้มาตรการผสมทางเลือกที่ 1 และ 3 หรือ 6.ใช้มาตรการผสมทางเลือก 1+2+3+4 พร้อมกัน

ทว่า แนวทางเหล่านี้ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหนกล้าตัดสินใจเชิงนโยบาย เพราะแต่ละทางเลือกล้วนเพิ่มภาระทางการเงินแก่ผู้ประกันตนในระยะสั้นและเสี่ยงต่อการถูกตำหนิ

อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลยิ่งตัดสินใจล่าช้าจะยิ่งเป็นผลเสีย เพื่อป้องกันปัญหาแต่เนิ่นๆ ฝ่ายบริหารต้องให้ข้อมูลแก่ผู้ประกันตนทั้ง 13 ล้านคน ได้รับทราบความเสี่ยงนี้อย่างทั่วถึง และต้องใช้ความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายว่าจะเดินหน้าอย่างไร

หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อเนิ่นนานต่อไป ความเสียหายอาจจะมากกว่าที่คิด

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน